วิธีหาเงินออนไลน์วันละ1,000บาท(ตอนที่2)

ขั้นที่ 2 ของการหาเงินออนไลน์วันละ1,000บาท

สวัสดีครับทุกท่าน หลังจากขั้นตอนที่ 1 ของการหาเงินออนไลน์วันละ 1,000 บาท ได้รับการเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามบทความผมในหลายๆเรื่องที่ผ่านมา

ประเด็นหลักๆของขั้นตอนที่ 1 คือ การตอบตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมต้องหาเงินออนไลน์” และ “ทำไมต้องเป็นวันละ 1,000 บาท”

พอมาถึงขั้นตอนที่2ของการหาเงินออนไลน์วันละ 1,000 บาท ผมจะพาทุกท่าน “สร้างแรงจูงใจ” ขึ้นมา ทุกท่านจงจำเอาไว้เสมอว่า “ทุกๆการกระทำของเรา เกิดจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวสั่งการให้ลงมือทำ” ดังนั้น จิตใต้สำนึกจะสั่งร่างกายให้ลงมือทำ ส่วนร่างกายจะทำตามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ “แรงจูงใจ” นั่นเอง


ดังนั้น ก่อนที่ทุกท่านจะลงมือทำหรือไม่ทำอะไรก็ตาม มันมีแรงผลักดันมาจาก “แรงจูงใจ” ดังนั้น วันนี้ ผมจะมาเปิดเผยความหมายที่แท้จริงของ แรงจูงใจในการทำงาน ถ้าทุกท่านพร้อมแล้ว เราไปเรียนรู้กันเลยครับ…

แรงจูงใจ (Motivation) ในความหมายทางจิตวิทยาหมายถึง สภาวะของบุคคลที่ถูกกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรม ไปยังจุดหมายปลายทาง 

แรงจูงใจในการหาเงินล้าน จึงเป็นปัจจัยให้บุคคล พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วที่สุด

เฮอร์เบิร์ต จี ฮิคส์ (Herbert G. Hicks) กล่าวว่า แรงจูงใจเป็นผลของความแตกต่าง ระหว่างความต้องการ หรือความอยากได้ (aspiration) กับความสำเร็จ (achievement) คือ
Motivation = Aspiration – Achievement

อธิบายได้ว่า ถ้าความต้องการหรือความอยากได้ มีมากกว่าความสำเร็จ จะบอกเราได้ว่าเป็นการจูงใจหรือแรงจูงใจเป็นบวก หมายถึงว่า เราสามารถจูงใจบุคคลให้กระทำกิจกรรมได้ หากว่าความสำเร็จของเขา ยังไม่เท่ากับความอยากได้ และแรงจูงใจมีค่าเป็นศูนย์ เมื่อเขาประสบความสำเร็จในการทำสิ่งนั้นแล้ว

แต่ในความเป็นจริงบางกรณี บุคคลนั้น ประสบความสำเร็จตามความต้องการ(ความอยากได้) ตามที่ตั้งใจไว้ในครั้งแรกก็จริง แรงจูงใจของเขากลับไม่ลดลงเท่ากับศูนย์ เนื่องจากเขาขยับความต้องการอยากได้สูงขึ้นไปได้อีกและ ความสำเร็จจะเป็น สิ่งที่วิ่งตาม ความต้องการไปเรื่อย ๆ

เช่น บุคคลต้องการอยากได้เงินเดือนขึ้น ๒,๐๐๐ บาท แต่เมื่อเขาสมหวังได้เงินเพิ่ม ตามความต้องการครั้งแรก เขากลับคิดว่าเขาน่าจะได้เพิ่มสัก ๔,๐๐๐ บาท 

จะเห็นได้ว่าแรงจูงใจ ยังมีอยู่ตราบเท่าที่ความสำเร็จพึงพอใจยังไม่เท่ากับความต้องการอยากได้

ดร. ดักลาส แมคเกรเกอร์ ศาสตราจารย์สาขาการบริหารอุตสาหกรรม แห่ง เอ็ม.ไอ.ที. ได้กล่าวว่า

“แรงจูงใจคือ แนวโน้มแห่ง การพัฒนาความสามารถ ที่จะรับผิดชอบงาน เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์ทุกคน”

และจากข้อเขียนของเขาเมื่อปี ๑๙๖๐ เขาได้กล่าวว่า

“เป็นความรับผิดชอบของผู้บริหาร ที่ต้องสร้างโอกาสใน การพัฒนาตนเอง และการก้าวหน้าในหน้าที่การงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน”
(ที่มา : หลักจิตวิทยาการบริหาร กอปรเชษฐ ตยัคคานนท์ แปล, หน้า ๑๕๖)

นั่นหมายถึงผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบในการสร้างแรงจูงใจ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน(ในแง่ของการบริหาร) ส่วนในแง่ของการทำธุรกิจของตัวเอง สามารถประยุกต์เอาทักษะการบริหารเหล่านี้ไปปรับให้เป็นแนวทางที่ถูกต้องกับตัวเองให้มากที่สุด

เนื่องจากบุคคลจะมีความต้องการความสำเร็จ ความพอใจ ความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไป การสร้างแรงจูงใจในแต่ละคนจึงมีหลายวิธี เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงปรารถนา มีข้อสังเกตว่าถึงแม้ แรงจูงใจจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล แต่ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมที่คนแสดงออกนั้น อาจจะแตกต่างกันก็ได้ ทั้งนี้เพราะผลจากประสบการณ์ แนวคิดเฉพาะบุคคล และสภาพแวดล้อมดังนี้

(๑) ถ้าบุคคลมีความสนใจในสิ่งใดก็จะเลือกแสดงพฤติกรรม และมีความพอใจที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ รวมทั้งพยายามทำให้เกิดผลดีที่สุด

(๒) ความต้องการจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการนั้น

(๓) ค่านิยมในการมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เช่น ค่านิยมทางเศรษฐกิจ สังคม ความงาม จริยธรรม วิชาการเหล่านี้ จะเป็นแรงกระตุ้นให้แรงขับของพฤติกรรมตามค่านิยมนั้น

(๔) ทัศนคติที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มีผลต่อพฤติกรรมนั้น เช่น ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ก็จะทำงานด้วยความทุ่มเท

(๕) ความมุ่งหวังที่ต่างระดับกัน ก็เกิดแรงกระตุ้นที่ต่างระดับกันด้วย คนที่ตั้งระดับต่างกันก็เกิดแรงกระตุ้นที่ต่างระดับกันด้วย คนที่ตั้งระดับความมุ่งหวังไว้สูงจะพยายามมากกว่าผู้ที่ตั้งระดับความมุ่ง หวังไว้ต่ำ

(๖) การแสดงออกของความต้องการในแต่ละสังคมจะแตกต่างออกไป ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมของตน ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกัน ยังมีพฤติกรรมในการแสดงความต้องการ ที่ต่างกันอีกด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ของคน

(๗) ความต้องการอย่างเดียวกัน แต่บุคคลมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันได้ตามประสบการณ์เดิมของแต่ละคน

(๘) แรงผลักดันที่แตกต่างกัน ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมที่เหมือนกันได้

(๙) พฤติกรรมอาจสนองความต้องการได้หลาย ๆ ทาง และมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ตั้งใจทำงาน เพื่อไว้ขึ้นเงินเดือนและได้ชื่อเสียงเกียรติยศ ความยกย่องและยอมรับจากผู้อื่น

______________________________
เป็นไงบ้างครับ สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับ “แรงจูงใจ” ในมุมของการบริหาร ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการหาเงินออนไลน์วันละ 1,000 บาท นั้น ทุกท่านอาจจะมีแรงจูงใจในการสร้างเงินล้านด้วยกาแฟ ดังรายการต่อไปนี้

– แรงจูงใจด้านการมีอิสรภาพในการทำงาน แล้วได้เงินตลอด 24 ชั่วโมง
– แรงจูงใจด้านการทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง
– แรงจูงใจด้านความสุขจากการทำอะไรก็สำเร็จ
– ฯลฯ ………….

สำหรับตัวผม ที่ใช้แรงจูงใจในการทำงาน ผมมองว่า “การที่ใครจะสามารถหาเงินวันละ 1,000 บาทได้  นั่นคือแรงจูงใจชั้นเยี่ยมที่สุด เพราะ ถ้าได้วันละ 1,000 โอกาสที่จะได้รับรายได้มากกว่านี้ ก็มีโอกาสเป็นได้สูง เช่น วันละ 2,000 วันละ 5,000……….”

แรงจูงใจแค่นี้ยังไม่พอ เพราะมันยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

การค้นหาคำตอบสุดท้ายของเป้าหมายนั้นๆ มีความสำคัญมากๆ เช่น เราตั้งเป้าสร้างรายได้ออนไลน์วันละ 1,000 บาท ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  ดังนั้น เพื่อให้ได้คำตอบสุดท้าย เราต้องวิเคราะห์ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น ต้องตอบให้ได้ว่า เอาเงินรายได้วันละ 1,000 บาทนี้ไปบริหารจัดการอะไรบ้าง?

– บางคนอาจจะเก็บออมเพื่อใช้ในอนาคต
– บางคนอาจจะนำเอาเงินส่วนนี้ไปต่อยอดเรื่อยๆจนสามารถสร้างกำไรได้เพิ่มแบบทวีคูณ
– บางคนอาจจะนำเอาเงินส่วนนี้ ไปทำบุญ ฯลฯ…….

แล้วท่านละครับ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้อง เขียนมันออกมาว่า “ท่านต้องการรายได้วันละ 1,000 บาท เพื่อไปทำอะไร………….?”

ผ่านขั้นที่ 1 คือ ตอบตัวเองได้แล้วว่า ทำไมต้องหาเงินออไลน์ และทำไมต้องวันละ 1,000 บาท?
ผ่านขั้นที่ 2 คือ สร้างแรงจูงใจในการสร้างรายได้ออนไลน์วันละ 1,000 บาท

บทความถัดไป จะเป็นหัวข้อที่สำคัญ มากๆ ที่ทุกท่านจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้น อย่าลืมกดติดตาม หรือกฏไลค์ให้เยอะๆนะครับ

________________________________
ขอให้มีความสุขในการเรียนรู้

อ.โจ้ จินตกวี

5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด)

หลักสูตร : 5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด)

เป็นหลักสูตรที่จะ เปลี่ยนรูปแบบการสร้างรายได้ ของทุกท่านไปตลอดกาล

จริงๆแล้ว รูปแบบการสร้างรายได้บนโลกนี้ มีทั้งหมด 15 กลุ่มหลัก ด้วยกัน

แต่เราได้ คัดสรรเอาเฉพาะ รูปแบบที่ลงทุนน้อย/อาจไม่ต้องใช้ทุนซักบาท

เพราะเรา เข้าใจอย่างสุดซึ้ง เลยว่า หลายคนประสบปัญหาเหล่านี้

 

check ปัญหา รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย มีรายได้แค่ทางเดียวหรือสองทาง

check ปัญหา มีหนี้สินรุงรัง ทั้งหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินค้า สินเชื่อเงินสด ฯลฯ

check ปัญหา มีภาระที่ต้องเลี้ยงดูใครอีกหลายชีวิต ในขณะที่หาเงินคนเดียว

check ปัญหา ต้องเหนื่อยกับการเป็นลูกจ้างเขา ต้องตื่นแต่เช้าทำงานงกๆๆ

check ปัญหา อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เป็นเจ้านายตัวเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง?

check ปัญหา จะเตรียมมรดกอะไรไว้ให้ลูกหลาน เขาถึงจะอยู่อย่างมีความสุข?

 

ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะหมดไป ในอีกไม่กี่ชั่วโมง นับจากนี้ไป

หลังจากที่ท่านได้เรียนรู้ หลักสูตร : 5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด) จบแล้ว

ท่านจะได้พบกับสุดยอดข้อดี 5 ข้อ คือ

check ข้อดี 1 : ท่านจะรู้วิธี หาเงินล้านแบบลงทุนน้อย/ไม่ต้องลงทุนซักบาท

check ข้อดี 2 : ท่านจะรู้วิธีสร้างระบบขึ้นมาทำงานแทนเรา 99%

check ข้อดี 3 : ท่านจะมีเครื่องจักรปั๊มเงินตลอด 24 ชั่วโมง

check ข้อดี 4 : ท่านจะเริ่มสร้างรายได้ทันที(หลังจากเรียนจบ)

check ข้อดี 5 : ท่านจะมีมรดกส่งต่อให้ลูกหลานได้ 100%

อยากรู้รายละเอียดแล้วใช่มั๊ย? มีขั้นตอนง่ายๆอยู่ 2 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 : ใช้ App Line สแกนคิวอาร์โค๊ดเพิ่มผมเป็นเพื่อนแล้วส่งข้อความ “สนใจ5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด)”

qr-code-ajanjho

ขั้นตอนที่ 2 : พิมพ์ข้อความ “สนใจ5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด)” ส่ง SMS ย้ำเตือนผมอีก 1 ครั้ง(ย้ำ!ว่าเฉพาะSMSเท่านั้น) เบอร์ AIS 083-3757678

เพียงเท่านี้ ท่านจะได้รับการติดต่อกลับไม่เกิน 5 – 10 นาที

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ

อ.โจ้ จินตกวี

วิธีหาเงินออนไลน์วันละ1,000บาท(ตอนที่1)

ขั้นที่1ของการหาเงินออนไลน์วันละ1000บาท

สวัสดีครับทุกท่าน ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ที่ผมได้เปิดประเด็นบล็อกนี้เอาไว้ตั้งนาน แต่ยังไม่ได้เริ่มเขียนบล็อกซักที วันนี้ ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกันแล้วว่า “จะหาเงินออนไลน์วันละ 1,000 บาท ได้อย่างไร?” ซึ่งผมได้แบ่งเป็นขั้นตอนการลงมือทำอย่างชัดเจน ไปดูขั้นตอนที่ 1 กันเลย

ขั้นที่1ของการหาเงินออนไลน์วันละ1000บาท

ขั้นแรกที่ต้องทำ คือ การตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมต้องหาเงินออนไลน์วันละ 1,000 บาท?”

ถูกต้องแล้วครับ ทำไมต้องหาเงินออนไลน์ และทำไมต้อง วันละ 1,000 บาท? คือประเด็นที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ครับ

เหตุผลที่ต้อง หาเงินออนไลน์ เพราะ การหาเงินออนไลน์ มีประโยชน์และคุณค่ามากมาย ไปดูกันเลย..

1)ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ เพราะว่าการหาเงินออนไลน์ เราไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสถานที่ ใครๆก็ได้บนโลกนี้ สามารถซื้อสินค้าหรือบริการกับเราได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

2)ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา เพราะว่า “ระบบออนไลน์ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์” ถ้าเราสร้างระบบไว้อย่างดีแล้ว เราก็รอรับตังค์อย่างเดียว

3)ไม่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร นั่นหมายความว่า เราจะจ้างบุคลากรมาช่วยงานก็ได้หรือไม่จ้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับเรา จริงๆ ในการหาเงินออนไลน์ อาจไม่จำเป็นต้องมีลูกจ้างเลยก็สามารถทำได้

4)ไม่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน ข้อนี้ ผมชอบมาก เพราะการหาเงินออนไลน์ บางรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้วยซ้ำ (ดูเพิ่มเติมที่หลักสูตร : วิธีหาเงินล้านโดยไม่ต้องลงทุนซักบาท)

5)ไม่มีข้อจำกัดด้านรายได้ ข้อนี้ ผมต้องยกนิ้วโป้งแถมนิ้วก้อยให้เลยทีเดียว เพราะว่า การหาเงินออนไลน์ “ไม่มีข้อจำกัดด้านรายได้ ไม่มีเพดานที่มากั้นการหาเงินได้” เพราะทุกคนบนโลกนี้สามารถเห็นสิ่งที่เราขาย และซื้อสิ่งที่เราขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นี่แค่ยกตัวอย่างมาแค่ 5 ข้อนะครับ ยังมีอีกเยอะ

ไปดูคำถามอีกข้อกันดีกว่า ว่า “ทำไมต้องวันละ 1,000 บาท?” จริงๆแล้ว การหาเงินออนไลน์ ไม่มีข้อจำกัดด้านอะไรทั้งสิ้น อาจจะหาเงินได้น้อยกว่าหรือมากกว่า 1,000 บาท ก็ไม่ใช่เป็นปัญหาแต่อย่างไร

แต่ที่ผม ชี้ชัดๆลงไปว่า “วันละ 1,000 บาท” ก็เพื่อจะได้ช่วยให้ทุกท่าน ซูมไปที่รายได้วันละ 1,000 บาท หรือ เดือนละ 30,000 บาท จากระบบออนไลน์แบบ 100% ไม่เอาแบบอื่นมาเกี่ยวข้อง

___________________________

สำหรับขั้นที่ 1 นี้ เอาไว้แค่นี้ก่อน ครั้งต่อไปผมจะพาไปเรียนรู้ขั้นที่ 2 ว่าคืออะไร ต้องทำอะไรยังไง

ดังนั้น ในบทความนี้ ก็อยากให้ทุกท่านกดไลค์กดแชร์เยอะๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วย อีกทั้งถ้าทุกท่านสละเวลาอันมีค่า “ร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามาเยอะๆ” ก็จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

____________________________________
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ….
____________________________________

อ.โจ้ จินตกวี

เมืองไทย มีดีกว่าที่คุณคิด

เมืองไทย มีดีกว่าที่คุณคิด

เมื่อคุณหยุดมอง แล้วคุณจะเห็น…….ดูวิดีโอนี้ให้จบนะครับ เนื้อหาในวิดีโอ คือ……

_____________________________________________________

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ ผมมีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับ แนวคิด : การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มาฝาก ซึ่งบรรจุอยู่ใน วิดีโอที่ชื่อว่า “I Hate Thailand”

ihatethai
เนื้อหาภายในคลิป คือ

ชาวต่างชาติชื่อ “เจมส์” ที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก และด้วยความเมามายจากการดื่มกินในงานปาร์ตี้หลังจากผ่านไป 1 คืน เมื่อเจมส์ตื่นขึ้นมาพบว่า กระเป๋าสะพายสีน้ำเงินหายไป ซึ่งในนั้นบรรจุพาสปอร์ตและกระเป๋าสตางค์ของเขาไว้ด้วย

เจมส์ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ เจมส์จึงถ่ายวีดีโอลงมือถือที่พกติดตัวอยู่ว่า “ผมเกลียดประเทศไทย” และด้วยความท้อแท้ เจมส์เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนจนได้พบกับ “แนนซี่” สาวชาวไทยที่ขับจักรยานยนต์ผ่านมาและให้ความช่วยเหลือโดยการเกณฑ์ชาวบ้านออกตามหากระเป๋าของเจมส์ แต่ก็ไม่พบ

เจมส์ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนในช่วงเวลาที่ตามหากระเป๋าสะพายของเขา และได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน, หนทางแห่งชาวพุทธ (เดินตามพระบิณฑบาต) และสอนภาษาอังกฤษให้เด็ก ๆ ในชุมชน และเด็ก ๆ ก็สอนภาษาไทยให้เจมส์ จนกระทั่งเจมส์หลงรักการดำเนินชีวิตในชุมชน

บทสรุปสุดท้ายของเรื่อง คือ เพื่อนในชุมชนที่ให้ที่พักเจมส์นำกระเป๋ามาคืนให้ โดยกระเป๋าที่หายไปนั้นถูกลิงขโมยไป เจมส์จึงตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เพราะเจมส์ได้ตระหนักถึงสิ่งที่ประเทศไทยมอบให้กับเขา สิ่งนั้นไม่ใช่กระเป๋า แต่มันคือเพื่อน

เจมส์ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนโดยการเป็นไกด์นำเที่ยวทัวร์ดำน้ำ และบอกผ่านคลิปวีดีโอว่า นี่คือครั้งแรก และเพียงครั้งเดียวสำหรับเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หัวใจของคลิปวีดีโอนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชนที่ชัดเจนมาก ในแง่มุมของพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มือใหม่ ที่จะดำเนินรอยตาม

ไปดูวิดีโอข้างล่างประกอบกันเลย

ที่มา : https://sites.google.com/site/sangkhlaburi2559/5-pharkic-pluk-khwam-srangsrrkh-ni-taw-khun

 

รับเน็ตWiFiแชร์เน็ตผ่านสายLAN

รับเน็ตWiFiแชร์เน็ตผ่านสายLAN

วิธีการที่ง่ายๆในการ แชร์อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ผ่าน WiFi Hotspot หรือ สาย LAN ลองคลิกเข้าไปอ่านกันดู


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ ผมได้ประสบปัญหาเรื่อง การรับสัญญาณเนตแบบ WiFi ก็เลยลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการต่ออินเทอร์เน็ต ในรูปแบบต่าง

ซึ่งค้นหาอยู่ตั้งนาน ก็ไปพบกับ “ข้อมูลที่สำคัญ” เกี่ยวกับ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คือ “การรับอินเทอร์เนตแบบ WiFi แล้วแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านสายแลน” ซึ่งผมคิดว่า มันมีประโยชน์มากๆ ซึ่งเหมาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่อยู่ตามหอพัก ที่มีแต่ สัญญาณ “WiFi” ให้มา ในขณะที่เครื่องคอมของนักศึกษา รับ WiFi ไม่ได้ แต่มีพอร์ตเชื่อมต่อสายแลนอยู่

ดังนั้น วิธีการแชร์เน็ตแบบนี้ จึงได้ผลเป็นอย่างยิ่ง อีกอย่าง ถ้าอยากแชร์เนตให้หลายๆเครื่อง ก็อาจจะซื้อเครื่อง ฮับ มาเพิ่มก็ได้

%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95wifi%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99lan

ไปดูวิธีการกันเลยครับ คลิกดาวน์โหลดไปอ่านแบบฟรีๆ ได้เลยครับ

cropped-Red-Arrow-Down

รับเนตผ่าน WiFi แล้ว แชร์เน็ตผ่านสาย LAN

SWOT แล้วไงต่อ?ที่นี่มีคำตอบ

SWOT แล้วไงต่อ?ที่นี่มีคำตอบ

มีผู้บริหารหลายคน ถูกพร่ำสอนว่า ต้องทำ SWOT หรือ วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งขององค์กรตัวเอง…. บลาๆๆ …. ประเด็นคือ หลังจากได้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองแล้วทำไงต่อ? ไปไม่เป็นอะดิ…


สวัสดีครับทุกท่าน ผม อ.นเรศ หรือ อ.โจ้ จินตกวี ตามที่ได้สัญญากันไว้ว่า จะอัพเดทบทความใหม่ทุกวัน วันนี้ ผมก็อยากจะมาช่วยไขปัญหาที่ว่า ทำ SWOT แล้วไงต่อ?

นั่นดิ แล้วไงต่อ?

  • รู้จุดแข็งตัวเอง แล้วไงต่อ?
  • รู้จุดอ่อนตัวเอง แล้วไงต่อ?
  • รู้โอกาส แล้วไงต่อ?
  • รู้อุปสรรค แล้วไงต่อ?

หลายคนมักจะไปไม่เป็น ทั้งๆที่คำตอบที่ง่ายที่สุด ต้องย้อนกลับไปที่ คำถามที่ว่า “ทำไมต้องทำ SWOT ?”

ถูกต้องแล้วครับ ถ้าเรารู้เหตุผลของการทำ SWOT เราก็จะรู้ขั้นตอนต่อไป

เอาเหอะ ถึงใครจะรู้แล้ว หรือ รู้บ้างเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ ผมจะมาเปิดเผยว่า ขั้นตอนต่อไปหลังจากทำ SWOT แล้ว มันคืออะไร?

คำตอบ ก็คือ การนำผลจากการ SWOT ไปกำหนดกลยุทธ์ ซึ่งมีชื่อว่า TOWS นั่นเอง

tows-metrix

ถูกต้องแล้วครับ เมื่อวิเคราะห์ตัวเอง ทั้งภายในและภายนอกแล้ว ขั้นต่อมาท่านต้อง นำเอาผลที่ได้ มาสร้างเป็น กลยุทธ์ ซึ่งมีอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน ไปเรียนรู้กันเลยครับ

TOWS Matrix  

TOWS เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยของเครื่องมือทางธุรกิจที่สุดคลาสสิค ด้วยเครื่องมือ SWOT และTOWSเป็นตัวย่อของปัจจัยสำหรับการเตรียมการที่จะวิเคราะห์ความแตกต่างกันของจุดแข็ง  จุดอ่อน  โอกาส และภัยคุกคาม 

TOWS หรือ SWOT Analysis ช่วยให้คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ต้องเจอ  

(“กลยุทธ์” เป็นศิลปะของการกำหนดวิธีการที่คุณจะ“ชนะ”ในธุรกิจ หรือ ในชีวิตจริง)

SWOT Analysis และ TOWS ต่างกันอย่างไร 

การวิเคราะห์แบบ SWOT เป็นการมองโดย ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งบางครั้งดูว่าอาจจะเป็นการมองแบบเข้าข้างตัวเองไปหน่อย

เหมือนกับเรากำหนดเอาเองว่า เรื่องใดเป็นจุดแข็งของเรา แล้วจึงนำมาสู่ขั้นตอนการวางแผนกลยุทธ์

แต่การมองแบบ TOWS เป็นการวิเคราะห์โดย มองจากคนภายนอกเข้ามาหาเรา

เป็นการสำรวจถามความคิดเห็นจากคนอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นการสำรวจความต้องการของลูกค้าว่า เขามีความคาดหวังอะไรจากองค์กรของเรา แล้วจึงนำความคาดหวังที่ลูกค้าต้องการนั้นมาวางแผนเป็นกลยุทธ์ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นวิธีการที่โดนใจลูกค้าได้มากกว่าและเชื่อกันว่าน่าจะใช้ ได้ดีกว่า SWOT

ขั้นตอนและวิธีการจัดทำ TOWS Matrix 

วิธีการจัดทำ TOWS Matrix เป็นการจัดทำตาราง 9 ช่อง คือปัจจัยหลักสำคัญ 4 ช่อง ช่องกลยุทธ์ 4 ช่องกับอีก 1 ช่อง บอกที่มาของปัจจัยว่าเป็นปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายใน

ช่องกลยุทธ์ 4 ช่อง ให้ชื่อว่ากลยุทธ์ SO กลยุทธ์ WO กลยุทธ์ ST และกลยุทธ์ WT ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการใส่ปัจจัยหลักสำคัญทั้ง 4 ช่องแล้ว
1. เขียนปัจจัยภายนอกที่เป็น โอกาส (O) ที่สำคัญที่สุดของบริษัท หรือ หน่วยธุรกิจ
2. เขียนปัจจัยภายนอกที่เป็น อุปสรรค (T) ที่สำคัญที่สุดของบริษัท หรือ หน่วยธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต 
3. เขียนปัจจัยภายในที่เป็น จุดแข็ง (S) ที่สำคัญที่สุดของบริษัท หรือ หน่วยธุรกิจ 
4. เขียนปัจจัยภายในที่เป็น จุดอ่อน (W) ที่สำคัญที่สุดของบริษัท หรือ หน่วยธุรกิจ 
5.จับคู่ จุดแข็งภายใน (S) กับ โอกาสภายนอก (O) เพื่อรวมตัวเป็น กลยุทธ์ SO 
6. จับคู่ จุดอ่อนภายใน (w) กับ โอกาสภายนอก (O) เพื่อรวมตัวเป็น กลยุทธ์ wO 
7. จับคู่ จุดแข็งภายใน (S) กับ อุปสรรค (T) เพื่อรวมตัวเป็น กลยุทธ์ ST 
8. จับคู่ จุดอ่อนภายใน (W) กับ อุปสรรค (T) เพื่อรวมตัวเป็น กลยุทธ์ WT

         
     หลังจากที่มีการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดแล้ว   ก็จะนำมาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์โดยใช้ตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix    เป็นตารางการวิเคราะห์ที่นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดออกมาเป็นยุทธศาสตร์หรือกยุทธ์ประเภทต่าง ๆ 

ในการนำเทคนิคที่เรียกว่า TOWS Matrix มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์นั้น

จะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ 2 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การระบุจุดแข็งจุดอ่อนโอกาส และข้อจำกัด โดยที่การประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็น  การระบุให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนจะเป็นการประเมินภายในองค์การ ส่วนการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดจะเป็นการประเมินภายนอกองค์การ  กล่าวได้ว่า ประสิทธิผลของการกำหนดกลยุทธ์ที่ใช้เทคนิค TOWS Matrix นี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด ที่ละเอียดในทุกแง่มุม เพราะถ้าวิเคราะห์ไม่ละเอียดหรือมองไม่ทุกแง่มุม จะส่งผลทำให้การกำหนดกลยุทธ์ที่ออกมาจะขาดความแหลมคม
  2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจุดแข็งกับโอกาสจุดแข็งกับข้อจำกัดจุดอ่อนกับโอกาส และจุดอ่อนกับข้อจำกัด ซึ่งผลของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในข้อมูลแต่ละคู่ดังกล่าว ทำให้เกิดยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1).กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) 

ได้ มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณาร่วม กัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรุก ตัวอย่าง กรมธนารักษ์ มีจุดแข็ง คือ ความสามารถในการผลิตเหรียญ และมีโรงกษาปณ์ที่ทันสมัย มีโอกาส คือ สามารถหารายได้จากการผลิตเหรียญได้ ทั้งหมดสามารถนำมากำหนดยุทธศาสตร์ในเชิงรุก คือ ยุทธศาสตร์การรับจ้างผลิตเหรียญทุกประเภททั้งในและต่างประเทศ  

2) กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST Strategy)

ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและข้อจำกัดมาพิจารณา ร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงป้องกัน ทั้งนี้เนื่องจากองค์การมีจุดแข็ง ขณะเดียวกันองค์การก็เจอกับสภาพแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัดจากภายนอกที่องค์การควบคุมไม่ได้ แต่ องค์การสามารถใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในการป้องกันข้อจำกัดที่มาจากภายนอกได้ ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีจุดแข็ง คือ เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ขณะ เดียวกันมีข้อจำกัด คือ งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมีไม่เพียงพอที่จะสามารถจัดตั้งหน่วย งานของตนเองอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศได้     ทั้งหมดสามารถนำมากำหนดยุทธศาสตร์เชิงป้องกัน คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

3) กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO Strategy)

 ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาสมาพิจารณาร่วม กัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงแก้ไข ทั้งนี้เนื่องจากองค์การมีโอกาสที่จะนำแนวคิดหรือวิธีใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ไขจุดอ่อนที่องค์การมีอยู่ได้ ตัวอย่าง ระบบราชการมักมีจุดอ่อน คือ มีขั้นตอนการทำงานที่ยาว ใช้เวลามาก ขณะเดียวกันก็มีโอกาส คือ โอกาสของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ ทั้ง หมดสามารถนำมากำหนดยุทธศาสตร์เชิงแก้ไข คือ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการ บริหารจัดการและในกระบวนการทำงานของราชการให้มากขึ้น (e-Administration)

4) กลยุทธ์เชิงรับ (WT Strategy) 

ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดมาพิจารณา ร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรับ ทั้ง นี้เนื่องจากองค์การเผชิญกับทั้งจุดอ่อนและข้อจำกัดภายนอกที่องค์การไม่ สามารถควบคุมได้ ตัวอย่าง ประเทศไทย จุดอ่อน คือ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ประกอบกับพบข้อจำกัด คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้ง หมดนำมากำหนดยุทธศาสตร์ในเชิงรับ คือ ยุทธศาสตร์การรณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศอย่างจริงจัง และยุทธศาสตร์การหาพลังงานทดแทนที่นำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่มีอยู่มา ใช้มากขึ้น

a.จุดแข็งและโอกาส (SO) — คุณมีวิธีที่สามารถใช้จุดแข็งของคุณเพื่อสร้างโอกาสเหล่านี้หรือไม่?

b.จุดแข็งและอุปสรรค (ST) — คุณมีวิธีที่สามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของคุณเพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่?

c.จุดอ่อนและโอกาส (WO) — คุณมีวิธีที่ใช้โอกาสของคุณที่จะเอาชนะจุดอ่อนของคุณหรือไม่?

d.จุดอ่อนและอุปสรรค (WT) — คุณมีวิธีที่สามารถลดจุดอ่อนและหลีกเลี่ยงภัยคุกคามของคุณหรือไม่?

ขอบคุณที่มาของการวิเคราะห์ : โดย  นาย อภิชา   ประกอบเส้ง

http://haiharvardwu-onlinemarketing.blogspot.com/2015/10/swot-tows-analysis.html


เป็นไงกันบ้างครับ คำตอบของการทำ SWOT คือ การนำเอาข้อมูลมากำหนด กลยุทธ์ 4 ด้านหลักๆ คือ เชิงรุก , เชิงป้องกัน , เชิงแก้ไข , เชิงรับ

ซึ่งยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติ หลังจากวิเคราะห์แล้ว ธุรกิจของเราอยู่ในกลุ่ม SO คือ อยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด เราก็เร่งทำการตลาด เพื่อสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำ ในขณะที่ ถ้าวิเคราะห์แล้ว อยู่ในกลุ่ม WT เราก็ใช้กลยุทธ์เชิงรับมาจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย เราสามารถสร้าง “วิกฤต ให้เป็น โอกาส” ได้เสมอ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ ธุรกิจ จะเจอแต่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป

หมายเหตุ : กลยุทธ์เหล่านี้ นำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานที่ไม่มุ่งเน้นผลกำไร เช่น ระบบการศึกษา ก็ได้เช่นเดียวกัน

เอาไว้โอกาสหน้า ผมจะนำมาวิเคราะห์ให้ดูว่า จะนำไปประยุกต์ใช้กับ การจัดการศึกษาได้เช่นไร?

 

ขอให้ทุกท่าน มีความสุขในการเรียนรู้

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธา จะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ

อ.นเรศ สีละมัย

 

ความเสี่ยง เกิดจากความไม่รู้ในสิ่งที่คุณทำ

“ความเสี่ยง เกิดจากความไม่รู้ในสิ่งที่คุณทำ”

เมื่อไหร่ที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือออกมาจากจุดที่เคยชิน(Comfort Zone) มักจะมีความกลัวอยู่ 1 อย่าง สิ่งนั้นคืออะไร?


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ ผม อ.นเรศ ก็มีแง่คิดดีๆมาฝากทุกท่านเช่นเคย อย่างที่เคยได้สัญญากันไว้ว่า “ผมจะอัพเดทบทความใหม่ทุกวัน” ทุกท่านอย่าลืมติดตามกันนะครับ ประเด็นที่ผมจะนำมากล่าวถึงในวันนี้ คือ “สิ่งที่คนส่วนใหญ่กลัวที่สุด เมื่อจะต้องก้าวออกมาจากจุดที่เคยชิน” สิ่งนั้นก็คือ “กลัวความเสี่ยง” นั่นเองครับ

แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ว่า “ถึงแม้ว่าท่านคิดว่าท่านป้องกันตัวเองอย่างดี ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความเสี่ยง” แต่แท้ที่จริงแล้ว “คนเราทุกคน ต่างก็ตกอยู่ในวังวนของความเสี่ยงอยู่ทุกวินาทีที่หายใจเข้าออกกันเลยทีเดียว” เพราะจริงๆแล้ว มีอภิมหาเศรษฐีท่านนึง ได้ออกมาพูดถึงความเสี่ยงไว้ว่าความเสี่ยง เกิดจากความไม่รู้ในสิ่งที่คุณทำ ต่างหาก อภิมหาเศรษฐีท่านนี้ ก็คือ ท่าน วอเรน บัฟเฟ่ต์ นั่นเองครับ

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

ถูกต้องแล้วครับ “ความเสี่ยง เกิดจากการที่เรา รู้ไม่ลึก รู้ไม่กว้าง และรู้ไม่จริง เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ต่างหาก”

ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น (เป็นกรณีสมมุตินะครับ)

กรณีศึกษา : คุณครูภาษาอังกฤษคนเก่ง 

คุณครู A เก่งภาษาอังกฤษมากๆ ทั้งการอ่าน การพูด การฟัง และการเขียน ภาษาอังกฤษ

ในขณะที่ คุณครู ไก่ มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการการหารายได้หลังเลิกเรียน ใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง เท่านั้น และได้เริ่มสร้างรายได้เสริมแบบนี้มาเป็นเวลากว่า 1 ปี

ด้วยความที่ คุณครู ไก่ และ คุณครู A เป็นเพื่อนรักกัน และคุณครูไก่ ก็เริ่มจะเห็นเพื่อนกำลังลำบาก เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ยังจมอยู่กับรายได้เดียว

คุณครูไก่ จึงชวน คุณครู A มาเรียนรู้วิธีหารายได้เสริมหลังเลิกงาน คำตอบที่คุณครูไก่ได้รับ คือ

– เฮ๊ย ไม่ไหวหรอกเพื่อน

– กลัวขาดทุน

– กลัวกระทบงานประจำ

– กลัวไม่ได้พักผ่อน

– กลัวโดนหลอก

– กลัว………….

สารพัดความกลัว จะถาโถมเข้ามาใส่คุณครู A จนแทบตั้งตัวไม่ติด

ซึ่งแบบนี้นี่เอง ที่ผมกำลังจะบอกทุกท่านว่า “คุณครู A ไม่อยากจะเสี่ยงทำสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่เคยทำ ไม่คุ้นเคย …. โดยคิดไปเองว่า อาชีพที่เขากำลังทำอยู่นั่น ก็พอดีกับตัวเองแล้ว ถึงแม้ไม่มากไม่มาย อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลังบ้าง ก็คิดว่า อยู่แบบเดิมนี้ดีแล้ว จึงปฏิเสธความหวังดีจากเพื่อนรักไปแบบไม่มีเหลือเยื่อใยให้กัน”

ทุกท่านรู้มั๊ยว่า “ถ้าคุณครู A เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะมีสิ่งดีๆต่างๆมากมายเข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอน” เพราะ ในความเป็นจริง การสร้างรายได้กระเป๋าใบที่2, ใบที่3, ใบที่ 4 ….. เป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ ขอแค่ มีเป้าหมายที่ชัดเจน + มีการวางแผนลงมือทำเป็นอย่างดี

ถ้าคุณครู A พร้อมจะเรียนรู้แนวทางการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ คุณครู A จะสร้างรายได้แบบก้าวกระโดดกันเลยทีเดียว

เพราะหลักในการสร้างรายได้เสริมนั้น “มันขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคน” นี่คือตัวอย่างคร่าวๆ ที่เวลา 1-2 ชั่วโมง หลังเลิกเรียน ครู A สามารถสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่กระทบกับงานประจำที่ทำอยู่เลยด้วยซ้ำ

นี่คือ แนวทางการสร้างรายได้เสริมหลังเลิกเรียน ของคุณครู A ที่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

วิธีที่ 1 => รับสอนพิเศษ การพูด อ่าน เขียน ฟัง ภาษาอังกฤษ

วิธีที่ 2 => การเขียนหนังสือ สรุปความรู้/เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษ

วิธีที่ 3 => การทำวิดีโอสอนเทคนิคการเรียนรู้ภาษาอังกฤษฉบับเร่งรัด

วิธีที่ 4 => ……………………………..

วิธีที่ 5 => …………………………….

วิธีที่ 6 => ……………………………

วิธีที่ 7 => ……………………………

ต้องขออภัยจริงๆที่วิธีที่ 4 – 7 ที่คุณครู A จะลงมือทำได้โดยใช้เทคนิคพิเศษอีกนิดหน่อย แต่รายได้จะทวีคูณมากกว่าเงินเดือนของคุณครู A เป็นสิบเท่านั้น ผมขอสงวนสิทธิ์ให้กับ สมาชิกระดับวีไอพีของผมเท่านั้น ที่จะได้เรียนรู้เทคนิคเชิงลึกเหล่านั้น

นี่คือผลลัพธ์ที่คุณครู A จะได้รับ เมื่อเปิดใจเรียนรู้ทักษะขั้นเทพ

ข้อ 1 => การสร้างรายได้มากกว่าเงินเดือน 10 เท่า ภายในเวลาแค่ 3 เดือน เท่านั้น

ข้อ 2 => กำหนดวันเกษียณการทำงานได้ด้วยตัวเอง เช่น ลาออกจากครูวันไหน เดือนไหน ปีไหน

ข้อ 3 => มีรายได้เพิ่มมากขึ้น 10 เท่า ในขณะที่ ลงมือทำแค่ ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์(ผมใช้คำว่า ต่อสัปดาห์ นะครับ ย้ำ!)

ข้อ 4 => ไม่มีเพดานเรื่องรายได้ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่

ข้อ 5 => นั่งทำงานในห้องแอร์ ในห้าง ในร้านกาแฟที่มีแอร์เย็นๆ ในห้องนอน ฯลฯ ที่ไหนก็ได้ที่คุณครู A อยากไปนั่งทำ

ยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย เอาเป็นว่า ถ้าทุกท่านสนใจ ก็มีขั้นตอนง่ายๆ คือ

ขั้นที่ 1 : ใช้โทรศัพท์มือถือ/สมาร์ทโฟน สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเข้าร่วมกลุ่มไลน์กับผม

qr-code-ajanjho

ขั้นที่ 2 : แจ้งชื่อและอีเมล์ พร้อมกับพิมพ์ข้อความว่า “อยากเรียนรู้วิธีสร้างรายได้ได้เสริมหลังเลิกงานวันละ 1 – 2 ชั่วโมง”

เพียงแค่นี้ เดี๋ยวผม อ.นเรศ จะติดต่อกลับมาโดยเร็วที่สุด(ไม่เกิน 3 – 5 ชั่วโมง)

แล้วพบกันในความสำเร็จนะครับ

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ!

อ.นเรศ สีละมัย

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนใช่มั๊ย?งั้นคลิกเลย

พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะ สมัครสมาชิกฟรี คลิกเลย
%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5
สินค้าคุณภาพ ในราคาคุ้มสุดๆๆๆ!เราคือผู้รับผลิตสกินแคร์ อาหารเสริม เครื่องสำอางจากโรงงานเกาหลี 28 โรงงาน และกำลังจะเปิดโรงงานเพื่อพัฒนาสินค้านวัตกรรมสกินแคร์และเครื่องสำอาง ในประเทศไทย และเราตัดสินใจที่จะลงมาทำตลาดขายปลีก จึงเปิดรับตัวแทนจำหน่าย สำหรับผู้ที่ต้องการ
 
1.จำหน่ายสินค้าที่ลูกค้าจะมีการซื้อซ้ำกับคุณตลอดเวลา ไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่เรื่อยๆ เนื่องจากราคาสินค้ากับคุณค่าคุณภาพสินค้าที่ลูกค้าได้รับไม่เท่าเทียมกัน เราขายของดีในราคาคุ้มค่าที่จะจ่าย ในขณะที่ตัวแทนยังสามารถได้กำไรมาก
 
2.ตัวแทนของเราสามารถหยุดทำงานได้โดยที่รายได้ไม่หยุดตาม โดยที่เราเป็นธุรกิจsingleแบบใหม่ ตัวแทนสามารถได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายทั่วโลกของเราด้วย แม้คุณจะไม่ได้ไปทำตลาดทั่วโลกก็ตาม
 
3.ตัวแทนทุกคนสามารถเริ่มต้นได้เท่าเทียมกัน ไม่มีการยังคับยอด ไม่ใช่ซื้อเยอะได้ส่วนลดเยอะ แต่ได้ส่วนลดเยอะจากการทำงาน หมดปัญหาเรื่องการขายตัดราคากันเอง ปล่อยหน้าที่สต็อกของและเรื่องยากๆให้เป็นหน้าที่ของเรา คุณเพียงแค่ซื้อสินค้าไปทดลองใช้1ชิ้นเท่านั้นพอ!4.เรามีระบบเว็บไซต์อัจฉริยะพร้อมให้คุณใช้งาน ในการโปรโมท เครื่องมือ สื่อต่างๆ ซึ่งคุณสามารถสร้างธุรกิจนี้โดยใช้เพียงคอมพิวเตอร์1เครื่องและอินเทอร์เน็ต ออนไลน์100% ก็สามารถประสบความสำเร็จไปพร้อมกับเราได้หากคุณสนใจที่จะสมัครเป็นตัวแทน คลิ๊กลิงค์ด้านล่างนี้ เพื่อดูวิสัยทัศน์ของเราเพิ่มเติม
%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5
เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า
profile1magicsun profile2brainfe profile2magicsun

แจกฟรี เคล็ดลับการมี1ล้านใน1ปี

แจกฟรี! เคล็ดลับการมี1ล้านใน1ปี

หลายคน ค้นหามาทั้งชีวิต ว่า “จะมีเงินล้านได้อย่างไร?”

  • ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่ไม่มีเงินล้านซักที เป็นเพราะเหตุใด?
  • เป็นลูกจ้าง รับเงินเดือน จะผันตัวเองมาเป็นนายจ้างได้อย่างไร?
  • อยากปลดแอกตัวเอง เพราะเหนื่อยกับการทำงานให้คนอื่นรวยแล้ว ต้องทำไง?
  • อยากมีอิสรภาพ ไปไหนก็ไป ซื้ออะไรก็ซื้อ ต้องทำไง?

คำถามเหล่านี้จะหมดไป เพียงแค่เปิดใจเรียนรู้

คลิกเข้าไปลงทะเบียนตามลิงค์ข้างล่างได้เลยครับ

หรือถ้าไม่อยากหลายขั้นตอน คลิกที่นี่เลยครับ ==>> คลิกที่นี่รับฟรีของขวัญ

อยากรวยทำไง?ตอนที่26

อยากรวยต้องทำอย่างไร?

คำถามที่หลายๆคนอยากรู้คำตอบ แต่ทุกท่านรู้มั๊ยว่า “ถึงแม้ใครหลายๆคนจะรู้คำตอบ แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่เคยลงมือทำซักที” ต้องขออภัยที่ผมเป็นคนพูดตรงๆนะครับ

——————————————————————–

สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยจริงๆที่ผมไม่ค่อยได้อัพเดทบทความใหม่ๆเลย เนื่องจากติดพันภารกิจรายวันหลายๆอย่างมากมายเหลือเกิน จนทำให้แฟนคลับ Coursetorich.Com หายไปหลายคน แต่นับจากวันนี้ไป ผมขอสัญญาว่า “จะอัพเดทบทความใหม่ๆทุกวัน” อาจจะวันละ 2-3 บทความก็ได้ ยังไงก็อย่าลืมเข้ามาติดตามนะครับ

วันนี้ ผมจะมาเปิดเผยเคล็ดลับที่ทำให้ “ความอยาก” กลายเป็น “ความจริง” ขึ้นมา ภายในชั่วข้ามคืน

คำถามวันนี้ คือ “อยากรวยต้องทำอย่างไร?”

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3

คำตอบ มีอย่างเดียว คือ “เปลี่ยนสิ่งที่ทุกท่านทำอยู่ทุกๆวัน” นั่นเองครับ

หลักการง่ายๆคือ ถามตัวเองว่า “ผลลัพธ์ที่ทุกท่านได้รับ ณ ปัจจุบัน มีผลมาจากการทำอะไรบางอย่างของตัวท่านเมื่อ 1-5 ปีที่ผ่านมา ใช่หรือไม่?”

ถ้าคำตอบของท่านคือ ใช่ ผมก็ขอแนะนำว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ท่านต้องเปลี่ยน”

เหตุผลที่ท่านต้องเปลี่ยน คือ “คนที่ทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ แต่ต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิม เขาเรียกว่า คนบ้า นะครับ”

ผมไม่ได้พูดเองนะ เป็นคำกล่าวของท่านไอน์สไตน์เลยเชียวนะ ไปดูรูปข้างล่างดูสิครับ

ทำสิ่งเดิมแต่อยากได้ผลลัพธ์ใหม่คือคนบ้า

เพราะฉะนั้น ท่านต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม(และต้องดีกว่าเดิมด้วยนะ) ท่านถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเตือนทุกท่านเอาไว้ เมื่อไหร่ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและทำสิ่งใหม่ๆ คือ

ท่านจะต้องไม่หักดิบ” เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านหักดิบ ท่านจะทำสิ่งใหม่ๆได้ไม่นาน ก็จะกลับไปสู่ความคุ้นเคยเดิมๆ นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น

  • คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย พอเริ่มคิดได้ ก็โหมออกกำลังกายอย่างหักโหม สุดท้ายเป็นไง ร่างกายปรับสภาพไม่ทำ ก็เกิดล้มป่วยลงไป แล้วก็มาโทษว่า “การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ไม่ดี” เป็นงั้นไป
  • คนที่ชอบทานอะไรหวานๆ พอเริ่มคิดได้ ก็หักดิบ ไม่ทานอะไรที่มีรสหวานๆอีกเลย เชื่อเหอะว่า ทำได้ไม่นานหรอกครับ เพราะยังไง ก็ไม่มีทางห้ามใจตัวเองได้

อย่างนี้เป็นต้น

ในเรื่องของความร่ำรวยก็เช่นเดียวกัน เราก็ไม่ต้องหักดิบ คิดอยากรวย ก็ลุยลงมือทำแบบไม่ลืมหูลืมตา เชื่อเหอะว่าทำได้ไม่นานหรอกครับ

หลักการง่ายๆที่จะทำให้รวย คือ เริ่มจากการออมเงิน อาทิตย์ละ 1% เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 10%

การออมนี้ จะเริ่มจากวิธีไหนก็แล้วแต่ แต่สำหรับผม ผมใช้เทคนิค “ออม10%ของรายจ่ายที่คิดว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่ดี” หลายคนอยากให้ผมนิยามรายจ่ายที่ไม่ดีออกมา ก็จะเป็นประมาณนี้ครับ

– รายจ่ายค่าซื้อขนมกินเล่น(ที่จะทำให้อ้วน)

– รายจ่ายค่าซื้อเครื่องดื่มที่จะทำลายสุขภาพตัวเอง

– รายจ่ายค่าซื้อสิ่งที่อยากได้แต่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

– ฯลฯ

ด้วยเทคนิคนี้ จะเป็นเหมือนการที่ท่าน “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” คือ 1)ได้ทั้งการออมเงิน และ 2)ได้ทั้งการลดสิ่งที่ทำลายสุขภาพ ฯลฯ

ทุกท่านอย่าลืมนะครับว่า “ห้ามหักดิบ” ให้เริ่มเปลี่ยนแปลงทีละนิดทีละนิด

  • อาทิตย์ที่ 1 ออม 1% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 2 ออม 2% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 3 ออม 3% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 4 ออม 4% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 5 ออม 5% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 6 ออม 6% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 7 ออม 7% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 8 ออม 8% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 9 ออม 9% ของรายจ่าย
  • อาทิตย์ที่ 10 ออม 10% ของรายจ่าย

นี่คือกระบวนการที่ถูกต้องของการทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ทุกท่านรู้หรือไม่ว่า “ถ้าเราทำอะไรซ้ำๆกันและติดต่อกันจนครบ 21 วัน มันจะกลายเป็นนิสัย” แล้วการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เป็นการ “สร้างนิสัยที่ดี” ซึ่งแน่นอนว่า ชีวิตของทุกท่านจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

เมื่อท่านทำได้แบบนี้ รายได้ท่านจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่น สมมุติรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของทุกท่าน อยู่ที่ 30,000 บาท เท่ากับว่าท่านจะมีเงินเพิ่มมาอีก 3,000 บาท กันเลยทีเดียว และทุกท่านรู้หรือไม่ว่า “เงิน 3,000 บาทที่ท่านออมไว้นี้ เมื่อนำมาสร้างธุรกิจ มันสามารถกลายเป็น เงิน 1,000,000 บาท ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้น อย่าดูถูกเงินออมจำนวนน้อยนิดนี้ไปเชียว

เมื่อมีเงินออมแล้ว ขั้นต่อไป คือ “การทำให้เงินออมของเรานี้ ให้มันงอกเงยขึ้นมาเป็น 100 – 1000 เท่าภายในเวลา 1 ปี” ซึ่งผมจะนำมาเปิดเผยในบทความต่อๆไป

แต่ถ้าใครที่ไม่อยากจะรอ สามารถ ติดต่อผม ผ่าน Line ID : richhappily ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ

 

ปล.ไม่สงวนสิทธิ์ในการกดไลค์ หรือกดแชร์นะครับ

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ

อ.นเรศ สีละมัย

www.บ้านจินตกวี.com