ข้อดีข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน

ข้อดีข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีกันอีกครั้งครับทุกท่าน ที่ติดตามบทความผม อ.โจ้ จินตกวี มาโดยตลอด

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดในการหาเงิน หรือ แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นในหมวด อยากรวยทำไง? และหมวดหมู่อื่นๆอีกมากมาย

วันนี้ ผมจะพาทุกๆท่านไปเจาะลึกรายได้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือ “รายได้แบบมนุษย์เงินเดือน” นั่นเอง

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจ รายได้แบบนี้กันก่อนครับ

มนุษย์เงินเดือน คือ ข้าราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างบริษัท (ไม่ว่าจะเป็นของรัฐ/รัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชน) ที่รับรายได้ในรูปแบบของเงินเดือน(รวมไปถึงโบนัส/ค่าล่วงเวลาฯลฯ)

เรามักจะได้ยินโค้ชสอนทำธุรกิจ/นักโมติเวท…พูดถึงกันอยู่บ่อยๆว่า “อยากรวยต้องลาออกไปทำธุรกิจ!” หรือถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจอื่นๆอีกมากมาย โดยนัยยะจริงๆก็คือ “การสร้างรายได้แบบเงินเดือนมีโอกาสรวยน้อยกว่าการออกไปทำธุรกิจ” ซึ่งจริงๆแล้ว การเป็นมนุษย์เงินเดือน มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียวหรอกครับ

ทุกๆสิ่งย่อมมี 2 ด้านเสมอ…

ดังนั้น บทความวันนี้ ผมจึงจะมานำเสนอ “ข้อดี/ข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน” กันครับ

ไปเรียนรู้กันเลยครับ….

ข้อดีของมนุษย์เงินเดือน

นี่ก็เป็นประเด็นแรกที่ผมจะนำมาให้ข้อมูลกันก่อน เพื่อให้ทุกๆท่าน(ซึ่งส่วนใหญ่ก็รับรายได้แบบเงินเดือน)ได้รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ยังคง “รับรายได้แบบเงินเดือน” กันอยู่เลย ไปดูกันเลยครับ ว่ามนุษย์เงินเดือน มีข้อดีอะไรบ้าง?

ข้อดีข้อที่ 1 : รู้รายได้ของตัวเอง(อย่างคงที่)

ข้อดีนี้ ยังหมายรวมถึง “การรู้แน่ๆว่า จะมีรายได้คงที่สม่ำเสมอทุกๆเดือน”

แล้วมันดียังไงละ?

คำตอบคือ “การมีรายได้ที่คงที่สม่ำเสมอทุกๆเดือน ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ” นั่นเอง

ในประเด็นนี้ ผมเคยผู้ในเรื่อง “ความฉลาดทางด้านการเงิน4ข้อ” กันไปบ้างแล้ว ซึ่งก็คือ

  • ฉลาดหาเงิน
  • ฉลาดรักษาเงิน
  • ฉลาดใช้เงิน
  • ฉลาดทำให้เงินงอกเงย

เพื่อความเข้าใจ ไปดูวิดีโอประกอบ(ย้อนหลัง)กันเลย

เพราะฉะนั้น ข้อดีข้อนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนที่ “มีความฉลาด4อย่างด้านการเงิน” เพราะถ้าบริหารเงินอย่างฉลาด นำเอารายได้คงที่ทุกๆเดือนนี้ มาแบ่ง/บริหาร หรือ นำไปทำธุรกิจเสริมเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นข้อดีมากๆ นั่นเองครับ

ข้อดีข้อที่ 2 : มีรายได้โดยไม่ต้องลงทุน

คำว่า ไม่ต้องลงทุนในที่นี้ คือ “การลงทุนเปิดกิจการหรือเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง” นั่นเองครับ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ฯลฯ ถ้าท่านสอบเข้ารับราชการได้ ท่านก็ไม่ต้องใช้เงินลงทุนใดๆเลย ก็แค่เข้าไปทำงานและรับเงินเดือนทุกๆเดือน แค่นี้เองครับ

ในส่วนของบริษัทเอกชนก็เช่นกัน ท่านไม่ต้องลงทุนเปิดบริษัท ไม่ต้องสร้างอาคารสำนักงาน ไม่ต้องสร้างโรงงาน ไม่ต้องเสี่ยงเรื่องขาดทุน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนพนักงาน… ท่านแค่ทำงานตามหน้าที่ ก็รับเงินเดือนโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรในกิจการนั้นๆเลยสักบาทเดียว นั่นเอง

ข้อดีข้อที่ 3 : มีสวัสดิการ

สวัสดิการในที่นี้ ก็อย่างเช่น ค่ารักษาพยาบาลฟรี/เบิกได้ , มีวันหยุด/วันลา แต่ไม่กระทบเงินเดือน(ยกเว้นจะลาเกินกำหนด) สวัสดิการของหน่วยงานของรัฐบางแห่ง มีบ้านพักให้ฟรี ไม่ต้องสร้างบ้าน/ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยังมีความอุ่นใจว่า มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาลตัวเอง/ครอบครัว

ในส่วนของข้าราชการก็จะดีกว่ามนุษย์เงินเดือนในรูปแบบอื่นหน่อย เพราะอาจจะมีสวัสดิการเกี่ยวกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้อุ่นใจได้ว่า เวลาแก่ตัวไป ยังมีรายได้ที่เป็นบำนาญ/บำเหน็จก้อนใหญ่เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณการทำงานได้เป็นอย่างดี

ข้อดีข้อที่ 4 : มีเครดิต

เครดิตในที่นี้ คือ เครดิตในการกู้ยืมเงินธนาคาร รวมไปถึง สิทธิ์ในการทำบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ฯลฯ ซึ่งนั่นหมายความว่า “เมื่อมีเครดิต ก็สามารถใช้เครดิตนี้ในการ ซื้อบ้าน ซื้อรถ โดยไม่ใช้เงินก้อน ใช้วิธีผ่อนแบบรายเดือนอย่างคงที่ตามที่สัญญาระบุไว้ได้”(ซึ่งมันก็คล้ายๆกับการเอาเงินอนาคตมาใช้ก่อนอีกทางหนึ่ง)

จึงจะเห็นได้ว่า ข้อดีข้อนี้ สำคัญมากๆที่ดึงดูดให้ผู้คน อยากจะทำงานราชการ(เพราะจะได้เครดิตดีที่สุด) รองลงมาคือการทำงานในตำแหน่งสูงๆซึ่งจะมีรายได้เงินเดือนสูงๆ(เงินเดือนสูงๆเครดิตก็จะได้สูงเป็นเงาตามตัว)นั่นเอง

ข้อดีข้อที่ 5 : มีความรู้สึกมั่นคง/ปลอดภัย/ประสบความสำเร็จ

ข้อดีข้อนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ โดยเฉพาะตำแหน่งข้าราชการ รวมไปถึง ตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูงๆ จะมีความรู้สึกมั่นคง/ปลอดภัย และคิดว่า มันคือความสำเร็จที่ได้ ขับรถคันใหญ่ๆ(หรูๆ) มีบ้านหลังใหญ่ๆ(ถึงแม้จะยังผ่อนงวดอยู่ก็ตาม แต่เพราะรู้ว่า เงินเดือนที่ได้รับ มันเพียงพอต่อการผ่อนชำระหนี้ได้ทุกๆเดือนอยู่แล้ว)นั่นเอง

เมื่อเวลาไปไหนมาไหน ก็รู้สึกมั่นใจ เพราะ “เป็นคนมีงานทำ” ไม่ใช่คนที่กินเล่นเที่ยวไปวันๆ นอกจากนี้ ยังรู้สึกว่า “เป็นคนมีเกียรติยศทางสังคม” สามารถเชิดหน้าชูตาแก่วงศ์ตระกูลได้ นั่นเอง

การมีเงินเดือนสูงๆ ยังนำมาซึ่ง ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทานอาหารร้านหรูๆได้บ้าง ซื้อสิ่งที่อยากได้ได้บ้างบางอย่าง ได้บริหารเวลาวันหยุดเพื่อไปท่องเที่ยวในที่ที่อยากไปได้ ฯลฯ

……………………………………………………………..

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นข้อดีหลักๆของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งจริงๆก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ประเด็นหลักๆก็จะจัดอยู่ใน 5กลุ่มหลักๆนั่นเองครับ

อย่างที่บอกว่า “ทุกอย่างบนโลกนี้ มี 2 ด้านเสมอ” ดังนั้น เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสียอยู่ในตัวเอง เช่นกัน

ไปดูกันเลยว่า “ข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน” มีอะไรบ้าง?

ข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน

ข้อเสียข้อที่ 1 : รายได้จำกัด(ตามตารางเงินเดือน)

ข้อนี้ หมายถึง สมมุติ ทำงานในตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท นั่นก็หมายความความ

1 เดือน = 30,000 บาท

12 เดือน(1ปี) = 360,000 บาท

10 ปี = 3,600,000 บาท

20 ปี = 7,200,000 บาท

30 ปี ……

40 ปี …….

ก็คำนวณได้อย่างแน่นอน เพราะตารางเงินเดือน มันคงที่(เงินเดือนปรับขึ้นไม่เยอะในแต่ละปี)

จากตัวอย่าง รายได้ที่มีเพดานนี้เอง ที่สมมุติ อยากมีบ้านหลังละ 3,000,000 บาท ต้องเก็บเงิน มากถึง10ปี(ได้ 3,600,000บาท)ถึงสามารถสร้างบ้านตามราคานั้นได้

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีระบบ “การผ่อนชำระเกิดขึ้น” นั่นเอง เพื่อย่นเวลาให้คนที่อยากมีบ้าน ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง(จริงๆเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร)นั่นเอง

ข้อเสียข้อที่ 2 : ต้องใช้เวลา+แรงงานเพื่อแลกรายได้

ในเรื่องนี้ อาจจะมองได้ว่า “เป็นทั้งเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กในเวลาเดียวกัน” หมายความว่า

– ถ้าหากไม่คิดอะไรมาก การทำงานแลกเงินก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ก็ทำๆไปตามหน้าที่ ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจจะ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน(ไม่รวมโอที/งานล่วงเวลา) เลิกงานก็ได้กลับบ้าน อยู่กับครอบครัว สังสรรกับเพื่อนๆ วันหยุดก็ได้หยุดพักอยู่บ้าน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ทำงานเรื่อยๆเดี๋ยวก็ค่ำ สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน………

– ถ้าหากมีรูปแบบรายได้แบบอื่นที่สร้างรายได้ให้มากกว่าเงินเดือน ก็จะเสียโอกาสอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ “มนุษย์เงินเดือน ได้ นำเวลา+แรงงาน ไปแลกกับเงินเดือน(ที่คงที่)แล้ว” นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น การสร้างรายได้บางอย่าง สามารถสร้างรายได้จากที่บ้านได้เลย ไม่ต้องไปเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องไปตอกบัตร ไม่ต้องเดินทางไปไหน ใส่ชุดสบายๆอยู่บ้านแล้วสร้างรายได้(ที่มากกว่าเงินเดือน)ตลอด24ชั่วโมง

พอพูดถึงตัวอย่างนี้ ผมก็มีหนังสือ+VDO1เล่มที่น่าจะตอบประเด็นเรื่องการสร้างรายได้จากที่บ้านที่มากถึง7ช่องทางต่อวันมาฝากทุกๆท่าน ซึ่งรายละเอียดเบื้องต้น ทุกๆท่านสามารถดูที่ VDO ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

ซึ่งรายละเอียดการสั่งซื้อหนังสือ+VDOเล่มนี้ ก็สามารถคลิกที่นี่ ได้เลยครับ http://www.7waystorich.com/shop/

มีอีกเรื่องที่อยากจะเสริมเพิ่มเติมคือ “การสร้างรายได้ทั้ง7รูปแบบนี้ ไม่กระทบกับงานประจำของทุกๆท่านอย่างแน่นอน” นั่นเองครับ เพราะฉะนั้น “จะดีแค่ไหน ถ้าหากจะมีรายได้เพิ่มมากถึง 7ช่องทางต่อวันโดยไม่กระทบกับงานประจำของทุกๆท่านเลย”

ข้อเสียข้อที่ 3 : อิสรภาพที่หายไป

ประเด็นเรื่องอิสรภาพนี้ อาจจะคล้ายๆกับข้อเสียข้อที่2 แต่มีส่วนที่แตกต่างกัน ก็ตรงที่ “ความรู้สึกของการมีอิสรภาพ” ต่างหากครับ

– การต้องรีบตื่นแต่เช้าออกไปทำงาน ต้องแข่งขันกับเวลา แข่งขันกับรถติด แข่งขันกับสภาพแวดล้อม เช่น ฝนตก แดดออก ลมพายุ ฯลฯ ซึ่งอาจจะไม่มีเหตุการณ์ทุกๆวัน แต่มันก็ยังมีผลต่อความรู้สึกของการมีอิสรภาพอยู่ดีครับ

– บางอาชีพ การลางานเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น อาชีพพยาบาล ที่แม้แต่ลูกป่วย อยากลาไปดูแลลูกก็ลาไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาขึ้นเวรแทน(พยาบาลแต่คนอื่นแต่กลับไม่มีแม้เวลาพยาบาลครอบครัวตัวเอง) มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆนะครับ (พอพูดประเด็นนี้ขึ้นมา ผมแทบจะน้ำตาไหล เพราะผมเคยรับราชการครูมาก่อน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ คุณพ่อซึ่งมีอายุเกือบ 80 ปี ป่วยนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผมก็ต้องลางานไปดูแล ซึ่งวันลาก็เกินแต่ก็จำเป็นต้องลางาน มีผลทำให้เงินเดือนไม่ขึ้นในรอบนั้นๆเลยนะ มันบ่งบอกความรู้สึกของการไม่มีอิสรภาพให้กับผมขึ้นมาทันที แน่นอนว่า ทุกวันนี้ ผมได้ลาออกจากราชการ100% จึงมีความรู้สึกถึงอิสรภาพ100%อย่างเต็มที่)

หลายคนอาจจะบอกว่า ก็อาศัยวันหยุด/วันหยุดราชการก็ได้ในการใช้ชีวิต! ก็อย่างทีผมได้กล่าวไป ว่า “ทุกอย่าง บางครั้งมันก็มีเหตุผลมีความจำเป็นที่จะต้องลางาน แต่ด้วยภาระและความรับผิดชอบ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรตามอำเภอใจได้หรอกครับ” ดังนั้น ผมจึงให้ความสำคัญไปที่ “อิสรภาพที่หายไป” นั่นเอง

…………………………………………………………..

สำหรับข้อเสียของมนุษย์เงินเดือน ผมก็ขอเกริ่นนำคร่าวๆแค่นี้ จริงๆแล้ว มีอีกมากมายหลายข้อ อาทิเช่น การไม่ได้ทำตามความฝันอย่างเต็มที่ , การมีความรู้สึกล้มละลายจากการบริหารเงินที่ผิดพลาด(ก่อหนี้สินล้นพ้นตัว) ฯลฯ

สรุปง่ายๆเอาเป็นว่า “ทุกๆอย่างบนโลกนี้ ล้วนมี2ด้านเสมอ”

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพแบบไหน ก็ขอแค่ให้เรา “ใช้ความสุขนำทาง” ก็ถือได้ว่า เราใช้ชีวิตได้คุ้มค่าแล้วละครับ

แต่ผมก็มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้เป็นข้อคิดเตือนใจ คือ “การเป็นคนน้ำเต็มแก้ว อันตรายมากๆ” เพราะคนที่น้ำเต็มแก้ว จะไม่มีโอกาส(หรือมองไม่เห็นโอกาส)ดีๆที่เข้ามาหาเรา เราจะปิดกั้น และหลงคิดว่า

  • อาชีพที่เราทำอยู่มันดีอยู่แล้ว
  • รายได้ที่เรารับอยู่มันดีอยู่แล้ว
  • เพื่อนร่วมงานที่เราทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว
  • สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ก็ดีอยู่แล้ว
  • ……………………. ดีอยู่แล้ว

บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ

“ชีวิตเรา มีทางให้เลือกเดินเสมอ เราแค่ใช้ความสุขนำทาง และทำให้ดีที่สุด ในแบบที่เราเป็น” แค่นี้ก็เพียงพอ

สุดท้ายนี้ ผมก็มีเรื่องอยากฝากทุกๆท่าน คือ

“ถ้าชอบก็กดไลค์ ถ้าใช่(ถูกใจ)ก็กดแชร์บทความนี้เยอะๆ” น่ะครับ

ขอบคุณทุกๆท่านที่ตั้งใจอ่านมาจนถึงตรงนี้

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิต

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ..

By อ.โจ้ จินตกวี

 

 

 

สิ่งที่ผู้คนผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต

สิ่งที่ผู้คนผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต

สวัสดีครับทุกๆท่าน

ห่างหายกันไปนานมาก ที่ผม อ.โจ้ จินตกวี ไม่ได้เขียนบทความเลย เพราะเวลาส่วนใหญ่ นำไปเขียน “คอร์สออนไลน์ , ต้นฉบับหนังสือ , แต่งเพลง และกิจกรรมอื่นๆ”

วันนี้ ก็เลยจะเป็นวันที่จะเริ่มเขียนบทความใหม่ๆบ้าง เพื่อให้ทุกๆท่านได้อ่านเรื่องราวดีๆ

วันนี้ ผมจะพูดถึงประเด็นที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา คือ สิ่งที่ผู้คนทำผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต


ขอบคุณที่มาของภาพ : http://dhammatip.com/wp/?p=1427

 

ก่อนอื่น ผมต้องขอนำเรียนกับทุกๆท่านก่อนว่า ชีวิตของคนเรา มีมิติที่สำคัญอยู่ 7 มิติหลักๆด้วยกัน ไปดูรูปประกอบกันเลยครับ

ถูกต้องแล้วครับ ชีวิตของคนเรา มี 7มิติ ด้วยกัน

มิติที่ 1 : การเงิน+ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดเงิน

ในประเด็นนี้ มีเรื่องที่สำคัญมากๆอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ ความฉลาดทางด้านการเงิน4ข้อ และ การสร้างทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้นั่นเอง ไปดูวิดีโอคร่าวๆกันเลยครับ

ในมิติที่1นี้ ยังมีเรื่องราวให้เรียนรู้ได้อีกมากมายหลายข้อ ทุกท่านสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://7waystorich.com

มิติที่ 2 : สุขภาพ และ การดูแลอวัยวะภายในร่างกายของเรา

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพของเรานี้ ผมก็เคยได้ทำวิดีโอนำเสนอเกี่ยวกับ “อาหารเสริมสำหรับป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆ” ดู VDO ประกอบได้เลยครับ

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพนี้ มีเรื่องที่สำคัญหลายเรื่องด้วยกัน ถ้าทุกท่านสนใจ สามารถแสดงความเห็นไว้ข้างล่างบทความนี้ เพื่อพูดคุยสอบถามกันเข้ามาเพิ่มเติมได้ครับ

มิติที่ 3 : การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น

ในเรื่องนี้ ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากๆในชีวิตของคนเรา เพราะการเรียนรู้ จะนำมาซึ่งความสำเร็จต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ในประเด็นนี้ ผมก็ได้มีวิดีโอแนะนำหนังสือที่ชื่อว่า “7วิธีหาเงิน” ซึ่งเป็นหนังสือที่พูดถึงการเรียนรู้วิธีการหาเงินที่มากถึง7ช่องทางต่อวัน ไปดูวิดีโอประกอบกันเลยครับ

ในประเด็นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทุกๆท่านต้องเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกๆท่านไม่มีคำว่าสายสำหรับการเรียนรู้อย่างแน่นอนครับ

มิติที่ 4 : ครอบครัว ความรัก และความอบอุ่น

ในประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกๆคนจะขาดไม่ได้ที่จะไม่ใส่ใจ ซึ่งก็คือ “ครอบครัว ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัว” นั่นเองครับ การได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน มีเวลาให้กันและกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะช่วยเติมเต็มความสุขให้กับเราอย่างสมบูรณ์นั่นเอง

มิติที่ 5 : สังคม วัฒนธรรม การให้และการแบ่งปัน

เรื่องนี้ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ ผมมักพูดเสมอ ถึงคำคมอันหนึ่ง คือ “อยู่เพื่อตน อยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคม อยู่คู่ฟ้าดิน” มันคือคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดเลยครับ ชีวิตเราต้องรู้จักให้และแบ่งปันสิ่งดีๆสู่สังคมบ้าง เราจะได้มีความสุขในทุกๆลมหายใจเข้าออก

มิติที่ 6 : จิต/ใจ/วิญญาณ และการหลุดพ้นจากกองทุกข์

มิตินี้ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนเรา ที่เต็มไปด้วย ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเอาง่าย มันก็คือกองทุกข์ดีๆนิ่เอง เพราะฉะนั้น อีกมิติหนึ่งของชีวิตเราก็ควรที่จะมี “มุมปล่อยวางกับชีวิตบ้าง” เพราะคำกล่าวที่สัจจ์จริงที่สุด คือ “ความสุขที่ยิ่งไปกว่าความสงบ ไม่มี” นั่นเอง ดังนั้น ชีวิตเราก็ควรจะปล่อยวาง แล้วเอาตัวเองไปอยู่ในที่ๆสงบๆ นั่งสมาธิ พัฒนาจิตใจให้เข้าสู่ความสุขสงบที่แท้จริง

มิติที่ 7 : ความสุข(นำทาง)

จากภาพมิติทั้ง7 จะเห็นว่า ผมนำเอามิติที่7นี้ไว้ตรงกลางของมิติทั้ง6 นั่นก็เป็นเพราะ ผมต้องการให้ทุกๆท่าน “ใช้ความสุขนำทางในการดำเนินชีวิตในทุกขณะของลมหายใจเข้าออก” นั่นเอง นั่นหมายความว่า เมื่อใช้ความสุขนำทางทั้ง6มิติ ไม่ว่าจะด้าน การเงิน, สุขภาพ, การเรียนรู้, ครอบครัว, สังคม และ จิตของเรา ทุกๆมิติที่กล่าวมาก็จะเต็มไปด้วย ความสุขในทุกขณะจิต นั่นเอง

ทีนี้ ก็มาถึงประเด็นสำคัญของบทความ คือ เรื่อง “สิ่งที่ผู้คนผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต” ซึ่งก็คือ “การใช้ชีวิตไม่ครบทั้ง7มิติในแต่ละวัน” นั่นเอง หลายคนบอกว่า “ทำดีที่สุดแล้ว”

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกทุกๆท่าน คือ “แค่ทำดีที่สุดแล้วยังไม่พอ” นั่นเป็นเพราะว่า ยังมีประโยคหนึ่งที่สำคัญกับทุกๆท่านมากๆ คือ “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?” นั่นเองครับ

ถูกต้องแล้วครับ ถามตัวเองให้ดีครับว่า….

  • ด้านการเงิน ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านสุขภาพ ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านการเรียนรู้ ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านครอบครัว ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านสังคม ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านจิต/วิญญาณ ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”
  • ด้านความสุข ท่าน “ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือยัง?”

ทั้งหมดนี้ เป็นคำถาม ที่ทุกๆท่านจะต้องตอบด้วยตัวท่านเอง นั่นเป็นเพราะว่า “ชีวิตเป็นของท่าน ท่านจะสุข หรือ ทุกข์ ก็สุดแท้แต่หนทางที่ท่านเลือกเดิน”

สุดท้าย ก็ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิต และ “จงใช้ความสุขนำทาง”

ถ้าชอบก็ กดไลค์ ถ้าใช่ ก็กดแชร์ ได้เลยครับ

 

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จเสมอ..

By อ.โจ้ จินตกวี

 

รีวิวอาหารเสริมป้องกันโรคมะเร็ง,เบาหวาน,หัวใจ,ความดันฯลฯ

รีวิวอาหารเสริมป้องกันโรคมะเร็ง,เบาหวาน,หัวใจ,ความดันฯลฯ

สวัสดีครับทุกๆท่าน ที่ติดตามบทความดีๆจาก www.coursetorich.com ตลอดมา

หลังจากตื่นนอนวันนี้ ผมรู้สึกดีที่ได้ทดลองทานอาหารเสริมที่มีประโยชน์และทรงคุณค่ามากๆ จึงอยากมารีวิวให้ทุกๆท่านได้ทำความรู้จักกับ 2 ผลิตภัณฑ์นี้

ตัวที่ 1 สาหร่าย3สายพันธุ์ โซโรกิน่า พีพ่าร์พลัส

ตัวนี้เน้นไปที่การดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ เพราะ ถ้าเซลล์เราแข็งแรง เราจะมีสุขภาพที่แข็งแรงตามไปด้วย นั่นเอง

ตัวที่ 2 เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพ ผมเรียกมันว่าเป็น กาแฟ4ดี

ดีที่ 1 คือ รูปร่างดี : นั่นเป็นเพราะมีสารอาหารกลุ่มขับไล่และสลายไขมันไม่ดีนั่นเอง

ดีที่ 2 คือ ผิวพรรณดี : นั่นเป็นเพราะมีสารอาหารกลุ่มดูแลผิวพรรณให้ขาวเนียนใสไร้สิว

ดีที่ 3 คือ สมองดี : นั่นเป็นเพราะมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองเราให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ดีที่ 4 คือ สุขภาพดี : นั่นเป็นเพราะ มีสารอาหารกลุ่มบำรุงสุขภาพของเราให้แข็งแรง ไม่ว่าจะระบบต่างๆในร่างกาย

ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้ ถ้าทุกท่านสนใจ สั่งซื้อ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ติดต่อผ่าน QR-Code ที่ท่านเห็นได้ในบล็อกนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ

ปล. ผมมีรีวิวผู้ใช้มากมายหลายคนมาฝากกันด้วยน่ะ ไปดูรีวิวคร่าวๆกันเลย

รีวิวท่านอื่นๆมีอีกเพียบ ติดต่อ อ.พลพลัฏฐ์เพื่อดูรีวิวอื่นๆได้เลยครับ

สอนวิธีหาเงินล้านด้วยForex(ขั้นพื้นฐาน)ฟรี

สอนวิธีหาเงินล้านด้วยForex(ขั้นพื้นฐาน)ฟรี

สวัสดีครับทุกท่าน

หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน ไม่ค่อยได้อัพเดทบทความ วันนี้ ก็มีเรื่องราวดีๆมาบอกต่อทุกท่านอีกแล้ว นั่นคือ

ผมจะสอนวิธีหาเงินล้านด้วยForex ขั้นพื้นฐาน ฟรี100%

ไปดูขั้นตอนกันเลย

ขั้นที่ 1 : เตรียมเอกสารการสมัครสมาชิกโบรกเกอร์สำหรับเทรด Forex ที่ลิงค์ข้างล่าง

สิ่งที่ท่านต้องเตรียม คือ

1)รูปถ่ายบัตรประชาชน ทั้งหน้าหลัง

2)รูปถ่ายทะเบียนบ้าน ทั้งหน้าบ้านเลขที่และหน้าที่มีชื่ตัวเอง

เมื่อเตรียมแล้ว ก็คลิกที่ลิงค์/แบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

ลิงค์สมัครสมาชิกโบรกเกอร์เพื่อหาเงินล้านด้วยForex

exness

 

ขั้นที่2 : เริ่มสมัครตามขั้นตอนในเอกสารข้างล่างนี้(คลิกที่แบนเนอร์เพื่อดาวน์โหลด)

ดาวน์โหลดเอกสารการสมัครโบรกเกอร์แบบ Step by Step

 

RegisterEness

ขั้นที่3 : เมื่อมีบัญชีแล้ว ติดต่อกลับผมผ่านทางไลน์ ไอดี : richhappily(หรือสแกนคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนหัวเว็บ) โดยพิมพ์คำว่า “เรียนรู้วิธีหาเงินล้านด้วยForex”

 

เพียงเท่านี้ก็จะได้รับการเชิญเข้าสู่ห้องเรียนการเทรดForexแบบไม่ต้องเสียเงินสักบาท

 

ขอให้มีความสุขในการปั๊มเงินล้าน

 

By อ.โจ้ จินตกวี

 

รายได้6แบบที่จะตอบได้ว่าท่านเป็นคนจนหรือเป็นคนรวย?

รายได้ 6 รูปแบบ คุณอยู่ในรูปแบบใหน?

วันนี้จะพา มารู้จักกับ รายได้ บนโลกนี้ทั้ง 6 รูปแบบ ซึ่งก็ต้องเกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า ไม่ได้ดูถูกหรือบอกว่ารายได้แบบใหนไม่ดี เพราะผมเชื่อว่า อะไรก็ตามที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนย่อมดีอยู่แล้วเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง ของรายได้แต่ละเเบบ เราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.รายได้แบบรับครั้งเดียว

– รายได้แบบนี้ไม่แน่นอน รับรายได้เป็นครั้งๆ จะมีรายได้ก็ต่อเมื่อได้งานทำ ถ้าทำงานได้มาก ก็มีรายได้มาก ทำงานได้น้อย ก็มีรายได้น้อย ถ้าหยุดทำงาน เช่น ป่วย ทำไม่ไหว หรือแม้แต่ถูกออกจากงาน ก็ไม่มีรายได้ รวมถึงการเสียชีวิต ทุกอย่างก็จบตามกันไปตัวอย่างอาชีพนี้เช่น การับจ้างทั่วไป รับเหมาต่างๆ

2.รายได้แบบขั้นบันได

– รายได้แบบนี้ทำงานทั้งปี ได้เท่าเดิม แต่อาจจะมีการปรับเงินเดือนเพิ่มให้ เช่นปีละ5% หรืออาจจะมากน้อยกว่านั้น ซึ่งยุคนี้น้อยมากที่จะปรับขึ้นเยอะๆ แค่มีงานทำก็ดีใจแล้ว ลักษณะงานแบบนี้ได้แก่ การเป็นลูกจ้างบริษัท รวมทั้ง รับราชการ หรืออะไรที่มีเงินเดือนนั่นเอง
งานแบบนี้ ถ้าไม่ลาออก ก็รอเงินเกษียณ ถ้าหากเกิดเสียชีวิต ตำแหน่งงานต่างๆรวมถึงรายได้ก็จะมีคนอื่นมารับแทนเรา ไม่สามารถยกให้ทายาทเราได้

3.รายได้แบบถดถอย

– รายได้แบบนี้ จะเป็นรายได้ที่น้อยลงไปเรื่อยๆ เช่น อาชีพศิลปิน นักร้อง นักแสดง ดารา เพราะถึงแม้ทำงานมานาน มีประสบการณ์สูงขึ้น แต่เมื่อค่านิยมเสื่อมลง ทำให้รายได้ลดลงเรื่อยๆนั่นเอง

4.รายได้แบบขึ้นลงตามสภาวะการณ์

– รายได้แบบนี้ไม่แน่นอน เช่น การทำธุรกิจ ต้องมีการลงทุนสูง มีความเสี่ยง คู่แข่งก็เยอะ ต้องมีทุนหมุนเวียนที่มากพอ ทำเลค้าขายต้องดี ต้องดูแลเรื่องลูกน้อง เรื่องเงิน เปิดปิดร้าน การยักยอกต่างๆ หากเศรษฐกิจไม่ดีก้ต้องปิดตัวลง บางทีกู้เงินมา อาจจะทำให้เป็นหนี้ได้อีกด้วย

5.รายได้แบบพหุคูณ

– รายได้แบบนี้เริ่มจากน้อย แล้วค่อยๆมากขึ้นๆ ช่วงแรกๆอาจจะต้องยอมทำงานอย่างหนัก แต่แลกมากับรายได้อันน้อยนิด แต่จะเริ่มมีรายได้มากขึ้นเมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว ที่สำคัญ ไม่มีเพดานรายได้
ไม่ต้องจ้างพนักงาน ไม่ต้องนั่งเฝ้าร้าน เมื่อสร้างธุรกิจเสร็จแล้วสามารถหยุดพักได้โดยที่รายได้ไม่หยุดตาม สามารถโอนต่อให้ทายาทได้ เมื่อเสียชีวิตแล้วทายาทสามารถมารับรายได้ต่อ ซึ่งธุรกิจแบบนี้ได้แก่ ธุรกิจเครือข่ายที่ถูกกฎหมาย

6.รายได้แบบใช้เงินทุนน้อยที่สุดแต่รับรายได้ตลอดไป

– รายได้แบบนี้ เป็นรายได้ที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะ หลักสูตร : 5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด) เพราะมุ่งเน้นไปที่ “การสร้าง Passive Income 100% โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด(หรือแทบจะไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ)” มันเป็นรายได้ที่เกิดจากการสร้างสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา คือ “เครื่องจักรปั๊มเงินล้าน24ชั่วโมง” แน่นอนว่า เครื่องจักรปั๊มเงินนี้ มันจะทำงานปั๊มเงินแทนเราตลอด24ชั่วโมง ไม่ว่าเราจะ กิน เล่น เที่ยว นอน นั่ง เดิน ทำบุญ ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ฯลฯ เครื่องจักรนี้ ก็ปั๊มเงินแทนเรา24ชั่วโมง

ถ้าหากสังเกตุดีๆ ท่านอาจจะมองเห็นว่า ทำไมมันเหมือนรูปแบบที่5 คือ รายได้แบบหลายชั้น(พหุคูณ) นั่นเป็นเพราะ มันใช้หลักการคล้ายๆกันคือ พลังทวีคูณ และ พลังของคานผ่อนแรง แต่มีข้อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตรงที่ “ถ้าเป็นรายได้แบบหลายชั้น(พหุคูณ) จะเป็นในรูปแบบธุรกิจเครือข่าย MLM” ซึ่งจำเป็นที่จะต้อง ออกไปง้อ ขอ ตื้อ ให้ผู้คนมาร่วมทีม ถึงจะเกิดการทวีคูณของรายได้ โดยมีแผนการตลาดของแต่ละบริษัทเป็นตัวกำหนดรายได้ ซึ่งแน่นอน บางทีก็อาจจะดูเหมือนการถูกเอาเปรียบโดยบริษัทเครือข่าย ที่เขียนแผนการจ่ายเงินแบบกำกวมบ้าง บอกไม่หมดบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆคนอาจจะไม่ชอบรูปแบบการทำธุรกิจเครือข่าย ที่คนสำเร็จแค่ 5% ซึ่งมีน้อยกว่า คนที่ล้มเหลวมากถึง 95%

ในขณะที่ รูปแบบรายได้ แบบ 5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุดนี้)มีข้อดี มากถึง 5 ข้อหลักๆ
ซึ่งรายละเอียดคร่าวๆ ไปดูรูปประกอบกันเลยว่า มีอะไรยังไงบ้าง ดูที่ แบนเนอร์ อยากรวยทำไง ทั้งด้านข้างและด้านบนได้เลยครับ

หรือ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม โดย Add Line ID  ==>> richhappily

หรือ เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.coursetorich.com

ความสุขแบบ100%มีลักษณะเป็นอย่างไร?

ความสุขแบบ100%มีลักษณะเป็นอย่างไร?

สวัสดีครับทุกๆท่าน ที่ติดตาม www.coursetorich.com

มีหลายคน สงสัยเกี่ยวกับ ความสุขแบบ 100% ว่า แบบไหน ที่เรียกว่าเป็นความสุขแบบ 100%?

จริงๆแล้ว คำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ดีที่สุด/ถูกใจที่สุด นอกจากตัวของผู้ถามเอง แต่ผมก็พอจะมีแนวทางให้ทุกๆท่านได้นำไปปรับวิธีคิด และปรับมุมมองในการใช้ชีวิตกันดูครับ ก่อนอื่น ไปดูภาพนี้กันก่อนครับ

ความสุขแบบ100%

จากภาพ ทุกท่านจะเห็นว่า มันมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ด้าน คือ

“ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ และ ด้านเวลา”

ไปเรียนรู้กันทีละข้อกันแบบเจาะลึกกันดีกว่า….

………………………………………………………….

ด้านที่ 1 : อิสรภาพด้านการเงิน 100%

ในประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญมากๆ ที่แยก คนมีเงิน กับ คนที่ไม่มีเงิน ออกจากกัน

คำว่า อิสรภาพ ด้านการเงิน 100% ไม่ได้มีความหมายว่า “ต้องมีเงิน 100,000,000 , 1,000,000,000 บาท” ต้องทำความเข้าใจซะใหม่

อิสรภาพด้านการเงิน 100% คือ
การไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการหาเงินแบบ Active Income

นั่นหมายความว่า “ท่านมีระบบปั๊มเงินแทนเราตลอด24ชั่วโมง” นั่นเอง

ในเรื่องของรูปแบบรายได้ เขาเรียกรายได้แบบนี้ว่า “รายได้แบบ Passive Income” นั่นเอง

เมื่อไหร่ที่ท่านมีรายได้แบบ Passive Income 100% ท่านจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการ

  • ต้องรีบตื่นแต่เช้าไปทำงานงกๆๆ
  • ต้องมีเวลาจำกัด
  • ต้องเร่งรีบทำงานแลกเงิน
  • ต้องกังวลเกี่ยวกับรายได้
  • ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ คือ อิสรภาพด้านการเงิน 100%

ดังนั้น คีย์เวิร์ดที่สำคัญของด้านที่ 1 นี้ คือ “การมีรายได้แบบ Passive Income”

แน่นอนว่า ทุกท่านอย่าเพิ่งโยงผมไปว่า “ผมจะชวนทุกท่านไปทำธุรกิจเครือข่าย MLM หรือ ธุรกิจขายตรงขายอ้อมอะไรเหล่านั้น” เพราะผมจะไม่มีวันชวนท่าน!

ที่ผมจะไม่ชวนท่าน เพราะ “ธุรกิจเครือข่าย MLM / ขายตรง เป็นเรื่องของความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นเรื่องของวิธีคิดที่ถูกต้อง” ผมจึงไม่ชวนใคร

อีกอย่าง การสร้างรายได้แบบ Passive Income ไม่ได้มีแค่ ธุรกิจเครือข่าย MLM เท่านั้น! จำไว้ให้ดี

มันมีอีกเยอะครับ ในการ สร้างรายได้แบบ Passive Income เอาไว้ ค่อยมาเจาะลึกกันอีกที

………………………………………………………….

ด้านที่ 2 : อิสรภาพด้านสุขภาพ 100%

ในประเด็นนี้ ก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ

ถึงแม้ท่านจะมีเงินร้อยล้าน พันล้าน

แต่ถ้าหากสุขภาพท่านไม่ดี ท่านป่วย หรือ ท่านพิการ นอนรักษาตัวอยู่ การมีเงินร้อยล้านพันล้าน จะไม่มีความหมายอันใดเลยครับ จำไว้ให้ดีว่า “เรื่องสุขภาพ ถ้าท่านไม่ดูแล ท่านจะมีรายจ่ายที่แพงมากๆเสมอ”

การมีอิสรภาพด้านสุขภาพ คือ “การได้ดูแลสุขภาพตัวเองเต็มที่ 100%”

อิสรภาพด้านสุขภาพ 100% คือ
การไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง

นั่นหมายความว่า “เราได้ดูแลสุขภาพของเราแบบเต็มที่”

  • ได้ทานอาหารที่มีประโยชน์และทรงคุณค่า
  • ได้มีเวลาออกกำลังกายทุกๆวันอย่างสม่ำเสมอ
  • ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • ได้มีระบบขับถ่ายที่ดี
  • ได้มีอากาศที่บริสุทธิ์ในการหายใจ
  • ฯลฯ

ทุกอย่างในแต่ละวัน ถูกดำเนินไปด้วย “การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้สมบุรณ์แข็งแรง”

นี่คือ นิยามของคำว่า “อิสรภาพด้านสุขภาพแบบ 100%”

………………………………………………………….

ด้านที่ 3 : อิสรภาพด้านเวลา 100%

ในประเด็นนี้ ยิ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากๆในการดำเนินชีวิต

นั่นเป็นเพราะว่า “เงิน มิอาจซื้อเวลาที่ผ่านมาแล้วได้”

เพราะฉะนั้น บางครั้ง เวลา ก็สำคัญกว่า เงิน

บางคน ใช้เวลาหมดไปกับการหาเงิน เพื่อคิดว่าจะได้พักผ่อนหลังเกษียณ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ถ้าหากไม่เริ่มสร้าง Passive Income ณ ตอนนี้ เมื่อถึงเวลาเกษียณ ท่านยังต้องทำงานแลกเงิน อยู่ดี”

ดังนั้น อิสรภาพด้านเวลา 100% จึงเป็นเรื่องของความ “อิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ไปไหนก็ได้ ไม่เกี่ยวกับเวลา”

อิสรภาพด้านเวลา 100% คือ
การไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเวลา อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ

เมื่อเรามีอิสรภาพด้านเวลา เวลาของเราจึงมีเหลือเฟือที่จะ “ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่เรารัก”

  • มีเวลา กิน เล่น เที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง
  • มีเวลา ทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม
  • มีเวลา ทำบุญ
  • มีเวลา ปฏิบัติธรรม
  • มีเวลา นั่งสมาธิ เข้าฌาณ
  • มีเวลา ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
  • ฯลฯ

ปัญหาของคนส่วนใหญ ที่เป็น “ลูกจ้าง/พนักงาน/ข้าราชการ” คือ “การขายเวลาให้กับหน่วยงานนั้นไปแล้ว อย่างน้อย 8 ชั่วโมง”

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อขายไปแล้ว 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็เหลือเวลาสำหรับตัวเอง แค่ไม่กี่ชั่วโมง

เพราะ อีก 8 ชั่วโมง ก็เป็นไปเพื่อกิจกรรมส่วนตัว เช่น กิน นอน นั่ง พักผ่อน

ส่วนอีก 8 ชั่วโมงสุดท้ายนี่แหละที่สำคัญ เพราะมันคือเวลาสำหรับทำสิ่ง 2 อย่าง คือ 1)ทำกิจกรรมที่ไร้สาระ หรือ 2)ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้กลับคืน เช่น การสร้างรายได้แบบ Passive Income นั่นเอง

แต่คนส่วนใหญ่ มักจะติดหล่มวิธีที่ 1 คือ ใช้เวลา 8 ชั่วโมงนี้ ทำกิจกรรมที่ไร้สาระไปวันๆ

จึงเป็นสาเหตุให้ อิสรภาพด้านอื่นๆ ไม่เต็มร้อยสักที นั่นเอง

………………………………………………………….

ทั้ง3ด้านนี้เอง ที่เป็นตัวชี้วัดว่า “ทุกท่าน มีความสุขแบบ 100% ใช่หรือไม่?”

แน่นอนว่า ถ้าหากมี อิสรภาพแบบ 100% ครบทั้ง 3 ด้าน ชีวิตของทุกท่านก็สามารถ มีความสุขแบบ 100%

………………………………………………………….

หลายคน อาจจะอยากรู้ว่า “แล้วจะออกจากวงจรของการเป็น ลูกจ้าง/พนักงาน/ข้าราชการ เพื่อจะมีความสุขแบบ 100% ได้อย่างไร?”

คำตอบมันง่ายมากๆครับ คือ

ถ้าท่านทำแต่สิ่งเดิมๆ ท่านก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆตลอดไป
แต่ถ้าท่านอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ เช่น มีอิสรภาพในทุกๆด้าน
ท่านต้องทำสิ่งใหม่ๆ คือ เรียนรู้ที่จะสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ นั่นเอง

แน่นอนว่า “ท่านต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ” ท่านจึงจะได้รับผลลัพธ์ใหม่ๆ

ผมก็มีหลักสูตรที่สำคัญ ที่จะช่วยชี้แนะแนวทาง ที่จะช่วยให้ทุกท่าน “มีความสุขในการใช้ชีวิตแบบ 100%”

นั่งคือ “หลักสูตร : 5วิธีหาเงินล้าน(โดยใช้เงินทุนน้อยที่สุด)”

คลิกที่รูปภาพข้างล่างเพื่อเรียนรู้รายละเอียดกันเลยครับ

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3

………………………………………………………….

เป็นไงกันบ้างครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา คือ “การใช้ชีวิตแบบมีความสุข 100%” ซึ่งแน่นอนว่า ทุกๆท่าน สามารถทำตามได้ไม่ยากครับ แค่เปิดใจ

ความสุขแบบ100%

ถ้าบทความนี้ดี มีประโยชน์และทรงคุณค่า ท่านสามารถ

1)กดไลค์บทความนี้

2)กดแชร์บทความนี้ให้กับเพื่อนๆของทุกท่านได้อ่าน

3)ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกัน

………………………………………………………….

ขอให้ทุกท่าน มีความสุขในการใช้ชีวิตแบบ 100% นะครับ

By อ.โจ้ จินตกวี

Mr.Guitar Million

 

อยากรวยทำไง?ตอนที่27

อยากรวยทำไง?ตอนที่27

สวัสดีครับทุกท่าน ที่ติดตามบทความดีๆจากผม อ.โจ้ จินตกวี หรือ อ.นเรศ สีละมัยมาโดยตลอด ซึ่งหลังจากที่ผมได้ปล่อยบทความในชุด “อยากรวยทำไง?” มา 26 ตอนแล้ว ก็มีเสียงเรียกร้องให้เขียนบทความในหมวดหมู่นี้เพิ่มหน่อย เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างความร่ำรวยต่อไป

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนในบทความนี้ ทุกท่านจำเป็นที่จะต้องกลับไปเรียนรู้ตั้งแต่ “อยากรวยทำไง ตอนที่ 1 – ตอนที่ 26 ” กันก่อนนะครับ ไม่งั้นท่านจะงงมากๆเมื่ออ่านบทความนี้

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3

เป็นความเข้าใจที่ตรงกันนะครับว่า ทุกท่านได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับ “อยากรวยทำไงกันมาบ้างแล้ว” เพราะฉะนั้น ผมจะเริ่มเข้าเนื้อหาสำหรับ ตอนที่ 27 นี้ได้เลย ไม่ต้องเกริ่นเยอะ…..

……………………………………………………………………..

“ถ้าท่านอยากรวย ท่านต้องมีรูปแบบการเปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นรายได้กลับคืน!”

……………………………………………………………………..

โห จั่วหัวมาแบบนี้ อาจจะแรงไปหน่อยสำหรับหลายๆคน เพราะหลายๆคนคงจะเกิดคำถามในใจว่า

“อาไรว่ะ การเปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นรายได้กลับคืน?”

เพราะเห็นมีแต่ รายจ่าย พอจ่ายแล้วก็จ่ายอีก จ่ายแล้วจ่ายอีก ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

งั้น วันนี้ เรามาวิเคราะห์กันว่า “ในแต่ละวัน/แต่ละเดือน เรามีรายจ่ายอะไรบ้าง”

  • ค่าน้ำ
  • ค่าไฟ
  • ค่าโทรศัพท์ เติมเงิน/รายเดือน
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าเช่า
  • ค่าผ่อนสินค้า
  • ค่าผ่อนบ้าน
  • ค่าผ่อนรถ
  • ค่าผ่อนบัตรเครดิต
  • ค่าโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมดเลย

เป็นไงบ้าง?

ผมต้องนำเรียนกับทุกท่านอย่างนี้ครับว่า “ทั้งหมด เป็นรายจ่ายที่ท่านต้องจ่ายทุกวัน/ทุกเดือนอยู่แล้ว ใช่หรือไม่?”

ถูกต้องแล้วครับ ไม่บอกก็รู้ เพราะผมเองก็มีรายจ่ายเหล่านี้เหมือนกันกับทุกท่านนั่นแหละ

คำถามคือ “เราจะสร้างรายได้จากรายจ่ายเหล่านี้ได้อย่างไร?”

นั่นน่ะสิ!

อ้าว อ.โจ้ จินตกวี เริ่มกวนโอ๊ย!

โอเคร เอาเป็นว่า มันมีวิธีครับ

“วิธีเปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นรายได้กลับคืน สามารถทำได้โดยการใช้ แอพฯ OKD” นั่นเองครับ

ว้าว มีแอพแบบนี้อยู่บนโลกนี้ด้วย?

คำตอบ คือ มีแน่นอนครับ

แอพฯ OKD จะช่วยเปลี่ยนรายจ่าย…..

 

  • ค่าน้ำ
  • ค่าไฟ
  • ค่าโทรศัพท์ เติมเงิน/รายเดือน
  • ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าเช่า
  • ค่าผ่อนสินค้า
  • ค่าผ่อนบ้าน
  • ค่าผ่อนรถ
  • ค่าผ่อนบัตรเครดิต
  • ค่าโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมดเลย

ให้กลายเป็นรายได้กลับคืน ด้วยการได้ส่วนลด+แนะนำให้เพื่อนๆใช้แอพฯนี้ นั่นเอง

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ผมมีวิดีโอให้ทุกท่านดู เพื่อประกอบการตัดสินใจว่า “ท่านควรจะใช้แอพฯ OKD นี้” หรือไม่?

คลิกดูวิดีโอข้างล่างได้เลยครับ

เป็นไงกันบ้างครับ “การสร้างเงินล้านด้วยมือถือ สามารถทำได้จริง” เพียงแค่เปิดใจเพื่อเรียนรู้

ทุกท่านสามารถ “สมัครทดลองใช้ระบบฟรี 30 วัน ก่อนที่จะเลือกสร้างรายได้จากรายจ่ายหรือไม่?”

คลิกสมัครที่ลิงค์ข้างล่าง(หรือสแกน คิวอาร์โค้ด)ได้เลยครับ

วิธีหาเงินล้านด้วยมือถือ

ลิงค์สมัคร(ฟรี 100%) => http://www.richbyphone.com

เมื่อท่านสมัครเสร็จ ท่านสามารถติดต่อผม เพื่อเรียนรู้ระบบต่างๆได้ตลอด24ชั่วโมง(มองหาดูครับจะเห็นช่องทางติดต่อผม)

ขอให้ทุกท่าน มีความสุขในการ “เปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นรายได้กลับคืน” นะครับ

By อ.โจ้ จินตกวี

 

 

การลงทุนที่ดีที่สุดในโลก คืออะไร?

การลงทุนที่ดีที่สุดในโลก คืออะไร?

เมื่อพูดถึงการลงทุน ผู้คน มักจะนึกถึงแต่เรื่อง 1)เงินลงทุน 2)ผลตอบแทนจากการลงทุน และ 3)กำไรหรือขาดทุน.. แต่จริงๆแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุน มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะเต็มไปหมด และแน่นอนว่า บทความนี้ จะช่วยเปิดเผยเคล็ดลับอันแยบคายในเรื่อง “การลงทุนที่ดีที่สุดในโลก คืออะไร?” รีบเข้าไปอ่านตอนนี้ หรือ แชร์เก็บไว้เลยครับ…

ลงทุนอะไรดีที่สุด

สวัสดีครับทุกท่าน ก็พบกับผม อ.โจ้ จินตกวี หรือ อ.นเรศ สีละมัย เกี่ยวกับ ข้อคิด ไอเดีย ดีๆเกี่ยวกับวิธีการหาเงินล้านในรูปแบบต่างๆ ซึ่งใครที่ติดตามผมมาโดยตลอด ก็จะเข้าใจหรือมีพื้นฐานในการหาเงินล้านได้เป็นอย่างดี สามารถนำเอาความรู้ไปต่อยอดได้อย่างไร้ขีดจำกัด

วันนี้ เราจะมาพูดถึง คำถามยอดฮิต ในหมู่ของคนที่มีเงินเก็บ(หรือไม่มีก็อาจจะมีคำถามได้) นั่นคือ “การลงทุนที่ดีที่สุดในโลก คืออะไร?”

อย่างที่ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า คนส่วนใหญ่ พอพูดถึงเรื่องการลงทุน มักจะคิดไปใน 3 ประเด็นหลักๆเท่านั้น คือ

1)เงินลงทุน => ฉันต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร?

2)ผลตอบแทนจากการลงทุน => ฉันจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนของฉันเท่าไหร่?

3)กำไรหรือขาดทุน.. => สรุปแล้ว ฉันกำไร หรือ ขาดทุน?

ทั้ง 3 แง่มุมนี้ เป็นมุมมองของคนทั่วไป ที่มองเรื่องการลงทุน ในมุมของการควักเงินลงทุนเพื่อรอรับผลตอบแทนเท่านั้นเอง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “ในมุมของการลงทุนแล้ว บางครั้ง ไม่ได้มีแค่การลงทุนเงินเพียงอย่างเดียวก็เป็นได้”

แต่ก่อนที่ผมจะลงลึกในรายละเอียด ผมอยากให้ทุกท่าน ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ก่อนล่ะกัน

นิทานเรื่องนี้ มีชื่อว่า “ลูกชาวประมง ผู้ชาญฉลาด” ไปอ่านกันเลย…

…………………………………………………………………………..

นิทานเรื่อง : ลูกชาวประมง ผู้ชาญฉลาด

ประพันธ์โดย อ.โจ้ จินตกวี

นายเก่ง เป็นชาวประมง ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการหาปลา ทุกครั้งที่เขาออกไปหาปลา เขาจะต้องได้ปลา3ตัว ถึงจะกลับบ้าน(ซึ่งเพียงพอในการทำอาหารใน1วัน) ทุกครั้งที่เขาไปหาปลา เขาจะพาลูกชายของเขาไปด้วยเสมอ เพื่อที่จะสอนลูกชายเกี่ยวกับ เทคนิคการจับปลาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะต้องรู้จัก….

– แหล่งที่มีปลาชุกชุม
– เวลาที่ปลาจะออกมาหาอาหาร
– วิธีการจับปลาแต่ละประเภท
– ฯลฯ

ซึ่งเรียกได้ว่า เทคนิคต่างๆ สามารถ เขียนออกมาเป็นตำราได้เลยทีเดียว และทุกๆครั้งที่ทำตาม จะได้ผลลัพธ์เช่นนั้นเสมอ..

ลูกชายชาวประมง เป็นคนที่ชาญฉลาด มีความจำเป็นเลิศ เขาจดจำวิชาหาปลาที่พ่อถ่ายทอดให้เป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่า ถึงแม้เขาจะออกมาหาปลาคนเดียว เขาก็สามารถจับปลาได้ 3ตัวเสมอ(ซึ่งเพียงพอในการทำอาหารใน1วัน) ถึงจะกลับบ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายชายชาวประมง เกิดมีคำถามขึ้นมาในใจ ว่า “ถ้าเขา หรือ พ่อเขาเกิดไม่สบาย ออกไปจับปลาไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?”

เขาเขียนคำตอบออกมา อย่างนี้

– ออกไปจับปลาไม่ได้(เพราะต้องพักรักษาตัว) = ไม่ได้ปลา

– จับปลามาเผื่อไว้ทานเวลาไม่สบาย(แต่ไม่อร่อยเหมือนทานปลาสดๆ) = เก็บปลาไว้ได้ไม่นาน

– รอซื้อปลาจากคนอื่น(แต่การซื้อปลาต้องใช้เงิน) = เคยหาแต่ปลาแค่พอกินไปวันต่อวัน แต่ไม่เคยหาเงิน จึงไม่มีเงินซื้อ

– ฯลฯ

ลูกชายชาวประมง นั่งคิด นอนคิดอยู่เป็นสัปดาห์ ว่าจะป้องกันปัญหานี้ได้อย่างไร? จนในขณะที่เขาคิดไม่ตก เขาได้เหลือบไปเห็นมดแดงตัวเล็กๆวิ่งกันไปมา เขาสังเกตดีๆ จึงเห็นว่า มดแดงเหล่านั้น กำลังช่วยกันสร้างรังของมัน บางส่วนก็ออกไปหาอาหาร บางส่วนก็ทำรัง …. ต่างช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง

เมื่อเห็นอย่างนั้น เขาก็เกิด ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที คือ “ถ้ามีคนมาช่วยหาปลาแล้วแบ่งกันคนละนิดละหน่อย การจับปลาก็คงจะง่ายขึ้น วันนี้เราป่วย ก็ให้เพื่อนๆไปหาปลา , วันไหนเพื่อนๆป่วย เราก็ออกไปหาปลา แล้วก็แบ่งปันซึ่งกันและกัน แบบนี้ เราก็จะมีปลาทานตลอดไปอย่างแน่นอน”

เมื่อเขาคิดได้ไอเดียดังนั้น ก็ไปเล่าให้พ่อฟัง พ่อก็เห็นด้วย จึงไปเล่าต่อๆกันในหมู่เพื่อนฝูง จาก 1 เป็น 2 คน จาก 2 คนเป็น 4 คน 5 คน 6 คน …… เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ณ ตอนนี้ มีคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จำนวน 20 คน

ทั้ง 20 คนนี้ จึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า “จะร่วมกันจับปลาเท่าที่เพียงพอต่อการทำอาหารในแต่ละวัน เพื่อจะได้มีปลาไว้ทานตลอดไป ถ้าจับได้ตัวเล็ก ก็จะปล่อยไป ถ้าจับได้ปลาที่ตั้งไข่ ก็จะปล่อยไป เพื่อจะออกลูกออกหลาน เป็นอาหารของกลุ่มชาวประมงตลอดไป.. ทุกครั้งที่ได้ปลามา จะนำมาแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ใครป่วย ไปร่วมหาปลาไม่ได้ ก็นอนพักรักษาตัว คนที่แข็งแรงก็ออกไปจับปลาแล้วมาแบ่งปันกันเหมือนเดิม มีการแบ่งปันเทคนิค/ทักษะการจับปลาซึ่งกันและกัน จนแต่ละคนล้วนมีทักษะในการจับปลาเป็นอย่างดี ไม่มีการหวงวิชา และทำงานร่วมกันเป็นทีมเสมอ..”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยแนวคิดแห่งการแบ่งปันและทำงานเป็นทีมนี้ ทำให้กลุ่มชาวประมงกลุ่มนี้ ต่างมีความสุขในการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดแคลนอาหารอีกเลย มีการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตราบชั่วลูกชั่วหลาน…

…………………………………………………………………………..

เป็นไงกันบ้างครับ นิทานเรื่อง “ลูกชาวประมง ผู้ชาญฉลาด” นี้ ได้มอบข้อคิดไอเดียอะไรให้กับทุกๆท่านบ้าง?

– มีเรื่องการลงทุนเงินมาเกี่ยวข้องมั๊ย?

– มีเรื่องผลตอบแทนจากการใช้เงินลงทุนมาเกี่ยวข้องมั๊ย?

– มีเรื่องของผลกำไรขาดทุนจากการใช้เงินไปลงทุนมั๊ย?

คำตอบที่ได้รับ คือ ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่ ชาวประมงกลุ่มนี้ กลับสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขทุกวัน

สิ่งที่เป็นแก่นแท้ ของนิทานเรื่องนี้ คือ “การลงทุนในความรู้” นั่นเอง

การลงทุนในความรู้ดีที่สุด

เพราะฉะนั้น คำถามที่ถามมาตั้งแต่ต้นว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดในโลก คืออะไร?”

คำตอบที่ดีที่สุด ในมุมของผม คือ “การลงทุนในความรู้” นั่นเอง

…………………………………………………………………………..

อย่างที่ผม เคยบอกทุกท่านเสมอ ในทุกๆบทความ คือ

“ถ้าท่านเห็นว่า บทความนี้ มีประโยชน์และทรงคุณค่า ท่านสามารถทำสิ่งที่ง่ายๆที่สุด คือ กดไลค์ หรือ กดแชร์ บทความนี้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้”

เพราะ ยิ่งท่าน “แชร์ สิ่งที่มีประโยชน์ และ ทรงคุณค่า = ท่านจะกลายเป็นคนที่มีประโยชน์และทรงคุณค่าในสายตาของคนที่ได้รับ เสมอ!” กดไลค์และกดแชร์ตอนนี้เลย…

 

ขอให้มีความสุขในการเรียนรู้

By อ.โจ้ จินตกวี