ข่าวฉาวเณรคำ

สวัสดีครับ ทุกท่าน

ปกติแล้ว ผม อ.นเรศ สีละมัย จะไม่ค่อยก้าวก่ายเรื่องการเมืองและศาสนา แต่ครั้งนี้มีหลายคนเรียกร้องให้ผมตีแผ่เรื่อง “หลวงปู่เณรคำ” บ้างเผื่อจะได้เป็นคติสอนใจผู้คนอย่าได้หลงผิด

ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ข้อมูลที่ผมนำเสนอนั้นเป็นข้อมูลจากการสืบค้นผ่านทางอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และที่สำคัญ ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว

ผมทำหน้าที่เพียงแค่ “สื่อข่าว” ตามที่สมาชิกของผมเรียกร้องเท่านั้น

ผมยังยืนยันว่า “พระพุทธศาสนา ที่แท้จริงอยู่ที่ โอวาทปาฏิโมทย์” ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ข้อ 1. ทำความดี

ข้อ 2. ละเว้นความชั่ว

ข้อ 3. ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วใสบริสุทธิ์

หลักธรรมทั้ง 3 ข้อนี้ ผมคิดว่าเป็นหลักธรรมที่เป็นทางสายกลางสำหรับทุกๆศาสนา ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

ดังนั้น ถ้าท่านมีสติระลึกถึงธรรม 3 ข้อนี้ ท่านจะกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความสุขกาย สุขใจตลอดกาลนาน

ทั้งหมดนี้ ผมได้ชี้แจงไปหมดแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาไปเรียนรู้ “ข่าวฉาวเณรคำ” ได้แล้ว

ขอบคุณมากครับ

ปล. ผมมีลิงค์เชื่อมโยงไปหาต้นฉบับข่าวทั้งหมด ท่านสามารถตรวจสอบได้ตามลิงค์ต่างๆ

ฟันยางกระเด็น !

เณรคำถูกจับแพ้หลักฐานยกแรก

อีก 8 ข้อหา ไม่รู้จะหนักหนาปานใด

งานนี้พูดได้คำเดียวว่า เมาหมัด !

ดีเอสไอ เผยผลพิสูจน์ “ภาพฉาว” เณรคำ “เป็นภาพจริง” และ “ไม่มีรอยตัดต่อหรือตกแต่ง” ดังนั้น เณรคำจึง “แพ้คดี” เป็นยกแรก ซึ่งผลการพิสูจน์ครั้งนี้ เป็นตัวชี้ว่า ทั้งบักเณรคำและบรรดาสมุน ตั้งแต่ ดร.สนอง วรอุไร และเครือข่ายกัลยาณธรรม และใครต่อใคร ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปั้นอรหันต์กำมะลอตัวนี้ออกมาทำลายพระพุทธศาสนา ล้วนแต่เป็นกระบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงชาวไทยทั้งโลก เป็นเครือข่ายโยงไยมหาศาล มีเงินหมุนเวียนเป็นพันๆ ล้าน จึงต้องรื้อออกมาดูทั้งหมดว่ามีใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังกระบวนการดังกล่าว เพราะเชื่อได้เลยว่า ลำพังเณรคำคนเดียวไม่มีทางจะทำเรื่องระยำระดับโลกเช่นนี้ได้แน่นอน ดังนั้น ต้องขยายผล !

หมายเหตุ : เมื่อผลพิสูจน์ภาพออกมาเช่นนี้ ก็เป็นหลักฐานชั้นดีในทางศาลสงฆ์ ที่จะวินิจฉัยว่า “เณรคำขาดจากความเป็นพระแล้ว”

เผยผลพิสูจน์ภาพเณรคำ-ไม่ตัดต่อ

สำนักนิติวิทยาศาสตร์เผยผลตรวจสอบภาพเณรคำนอนคู่หญิงสาวไม่พบว่าเป็นภาพตัดต่อหรือแก้ไข เพราะเม็ดสีในภาพไม่กระจาย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงว่า ผลการตรวจสอบภาพถ่ายของพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่ พระเณรคำที่นอนหนุนหมอนใบเดียวกับหญิงสาว ตามคำร้องของ นายสุขุม วงศ์ประสิทธิ์ โฆษกสำนักสงฆ์ขันติธรรม ที่นำภาพมาให้สำนักนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่นั้น พบว่าจากการตรวจสอบไม่พบว่าภาพมีการตัดต่อแต่อย่างใด

“จากการตรวจสอบของสำนักนิติวิทยาศาสตร์ สรุปว่าไม่มีการตัดต่อหรือตบแต่งแก้ไขภาพดังกล่าว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภาพดังกล่าว ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ภาพของบุคคลดังกล่าวที่นอนกับพระวิรพลนั้นเป็นหญิงหรือชาย ไม่มีการตัดต่อเพราะเม็ดสีในภาพไม่กระจาย ข้อมูลในภาพไม่มีการบันทึกวันเวลา เนื่องจากเป็นภาพที่มีการบันทึกซ้ำและส่งต่อๆกันมาทางอินเทอร์เน็ต”นายธาริตกล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้ นายสุขุม ได้อ้างถึงที่มาของภาพถ่ายดังกล่าวว่า มาจากเด็กนักเรียนในจ.ศรีสะเกษ นำภาพนี้ไปตัดต่อ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องพบว่ามีจุดต้องสัย 4 จุด ประกอบด้วย จุดที่1เชื่อว่าไม่มีกล้องชนิดใดสามารถถ่ายภาพได้มาเพียงใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของฝ่ายหญิงเท่านั้น จุดที่ 2 รอยหมอนด้านที่สุภาพสตรีนอนไม่มีรอยยุบลงไป ในลักษณะคนนอน จุดที่ 3 เส้นผมของสุภาพสตรี คล้ายกับไม่ได้นอนในหมอน และจุดที่4 สีของภาพไม่มีความกลมกลืนกัน

ข่าว : โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2556

บ้านเณรคำใน U.S.A.

เผยชื่อ “วิรพล สุขผล” เจ้าของบ้านเล็คเอลซานอร์ แคลิฟอร์เนีย ไม่ไกลจากวัดรัตนปัญญาเมืองวิลโดม่าร์

แหล่งข่าวรายงานว่า สามารถตรวจสอบและพบว่า นายวิรพล สุขผล มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 32140 Ortega Hwy. Lake Elsinore CA 92530 ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมเณรคำจึงต้องบินเข้าอเมริกา ด้วยสาเหตุว่า

1. วัดโพธิญาณราม เมืองตวกหน่ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมี พระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ (ปานขาว) พระชาวลาว สัญชาติฝรั่งเศส เป็นเจ้าอาวาส เป็นวัดที่แม้จะไม่สังกัด แต่ก็ใกล้ชิดกับวัดสระเกศ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แน่นอนว่าย่อมจะเกิดความกดดันอย่างแรงต่อพระปานขาว ในฐานะผู้ให้ที่พักพิงแก่เณรคำ อันมีผลกระทบกับภาพพจน์ของวัดสระเกศได้ ถ้าไม่เชิญเณรคำออกจากวัด พระปานขาวก็อาจจะเจอปัญหาใหญ่กับตัวเองถึงกับเหยียบวัดสระเกศไม่ได้ เมื่อเข้าวัดสระเกศไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะเข้าวัดไหนในประเทศไทยได้ เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ใครไหนจะกล้ารับรอง ดังกรณีพระพรหมวังโส เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งบวชกับสมเด็จพระพุฒรจารย์ แต่ทำการบวชภิกษุณีโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องถูกตั้ดหางปล่อยวัดไป ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องเอาตัวรอด พระปานขาวก็จำเป็นต้องให้เณรคำ “ออก”

2. เมื่อวัดโพธิญาณรามไม่เอาแล้ว ก็หมดที่อาศัยในฝรั่งเศส เพราะเณรคำเข้าฝรั่งเศสได้ด้วยคำเชิญของพระปานขาว

3. ตามหลักฐานด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่า เณรคำมีฐานะเป็นเจ้าของบ้าน หรือมีบ้านส่วนตัวอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ดังนั้น จึงมีสิทธิ์เต็มที่ในการอยู่อาศัย โดยไม่ต้องอาศัยบ้านใครหลบซ่อน แถมเณรคำยังคงมี “สาวก” ในรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ เพราะเคยเกื้อกูลกันมาก่อน

4. หากจะเข้าอเมริกาก็ต้อง “รีบเข้า” ก่อนที่ทางเมืองไทยจะมีหมายจับจากศาล คือว่า ตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่ข่าว ยังไม่เป็นคดีความ หรือที่เป็นๆ ก็เป็นเพียงคดีทางสงฆ์เท่านั้น ส่วนทางบ้านเมืองนั้นยังมีอีกหลายขั้นตอนหรืออีกหลายวัน จึงพอมีเวลาที่จะรีบเข้ามาตั้งตัวในสหรัฐอเมริกา ขืนช้าไปกว่านี้ก็อาจจะถูกกักตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ ส่วนเรื่องว่าถ้ามีหมายศาลที่เมืองไทยแล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องค่อยว่ากันต่อไป

5. ลุ้นกันที่ “คดีความ” ในมูลฐานทั้ง 8 ข้อ ที่ดีเอสไอชงขึ้นมาเพื่อขอหมายจับต่อศาล ถ้าหนึ่งในนั้นมีเรื่อง “ยาเสพติด” ด้วยละก็ งานนี้เณรคำมีหวังถูกอเมริกาจับตัวส่งเมืองไทย เพราะไม่ว่าเมืองไหนก็ไม่เลี้ยงคนที่พัวพันการค้ายาเสพติด แต่ถ้าหลุดเรื่องยาเสพติดแล้ว เณรคำก็จะเป็นอิสระในสหรัฐอเมริกา เพราะข้อหาทางศาสนานั้นเป็นข้อยกเว้นในระเบียบการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมเณรคำต้องไปอเมริกา

แกรนด์ ดีด หรือโฉนดที่ดิน แสดงชื่อเจ้าของ

รายละเอียดต่างๆ รวมทั้งการซื้อขาย


แผนที่ที่ตั้งของบ้านเณรคำ ที่เลค เอลซานอร์





ภาพบ้านเณรคำ

กลุ่มผู้สนับสนุนเณรคำในแคลิฟอร์เนีย

(ที่ 3 จากซ้าย นางศรีวงศ์ อาญาสิทธิ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ข่าวสดยูเอสเอ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมแอลเอ ก็เป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์เณรคำด้วย)


หนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าอเมริกาของเณรคำ

แอ่นแอ๊น Welcome home !

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

10 กรกฎาคม 2556

“ค้นรังเณรคำ”

ดีเอสไอ บุกตรวจบ้านเณรคำ

พบเป็นคฤหาสน์หรูกลางสลัมอุบล




ภาพ : ไทยรัฐ

10 กรกฎาคม 2556

“กัปตัน ปิยะ”

เดินทางเข้าพบดีเอสไอ ให้การเณรคำ

กัปตันการบินพลเรือนผู้ขับเครื่องบินให้พระเณรคำ เดินทางให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ






ภาพ
: ไทยรัฐ

10 กรกฎาคม 2556

กองปราบบุกคฤหาสน์
เณรคำ

ตกแต่งเริ่ดหรู

แต่..ไม่พบสมบัติล้ำค่า

ฮ่าๆ มันคงไม่หน้าโง่รอให้ตำรวจบุกตรวจค้นหรอก ออกข่าวมานานเป็นเดือน ป่านนี้คงนอนเกาสะดืออยู่กับบักปานขาวที่ปารีสโน่นแล้วย่ะ







กองปราบบุกค้นคฤหาสน์เณรคำ พบเฟอร์นิเจอร์หรู “เซฟ” บิวท์อิน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคม พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. มอบหมายให้ พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 บก.ป. พ.ต.อ.เอกพงษ์ พลมณี รอง ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.สวิก นุชเจริญผล พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.3 บก.ป.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปปง.นำหมายค้นศาลจังหวัดอุบลราชธานี เข้าตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เป็นบ้านพัก 3 หลัง ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ตั้งอยู่ใน จ.อุบลราชธานี

จุดแรก ตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 999 บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร ของนายรัตน์ และนางสุดใจ สุขผล บิดาและมารดาของหลวงปู่เณรคำ รวมทั้ง นายจำนงค์ สมเทพ พี่ชายต่างบิดาของหลวงปู่เณรคำ พบในบ้านตกแต่งอย่างหรูหรา ด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ และโคมไฟชาโดเลีย มีนางสุขใจ เป็นผู้นำตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบเอกสารใบเสร็จรับเงินต่างๆ จำนวนหนึ่งจึงอายัดไว้ตรวจสอบ แต่ไม่พบรถหรู

จุดที่ 2 ที่อาคารไม้ เป็นบ้านพักหลังเก่าของครอบครัวในอาณาบริเวณเดียวกัน และจุดที่ 3 เป็นบ้านพักอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พบตู้เซฟขนาดใหญ่มีการสร้างติดกับผนังอาคาร แต่ไม่พบทรัพย์สินมีค่าใดๆ

ข่าว : มติชน

10 กรกฎาคม 2556

Kick Out – ถีบหัวส่ง !

สงฆ์ศรีสะเกษลงมติ “อเปหิ” อรหันต์เณรคำ

อา..น่าจะเป็นมติ “นิพพาน” ครั้งประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา เมื่อพระสงฆ์ศรีสะเกษลงมติขับไล่ “พระอรหันต์” เณรคำออกจากสังกัด เพราะไม่เคยปรากฎมาก่อนว่าพระอรหันต์จะถูกขับไล่มาก่อน นอกจากอลัชชี !

ก่อนสิ้นชาติ (ชาติสุดท้าย) ก็ไร้สังกัด

นับเป็นการเริ่มต้นไม่กลับมาเกิดอย่างแท้จริง

นับถือเณรคำว่าทำได้จริง ไม่ได้โม้

</body>

มติคณะสงฆ์ศรีสะเกษอเปหิ ‘เณรคำ’ แล้ว


ที่วัดป่ารังสฤษฏ์ ตำบลดูน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พระราชธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับพระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ(ธ) พร้อมกับคณะสงฆ์ที่เป็นระดับเจ้าคณะอำเภอในเขต จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมาร่วมประชุมหารือในการพิจารณาความผิดของหลวงปู่เณรคำ โดยมีนายพยม ธารีชาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายวิรอด พรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา นำคณะเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเข้าร่วมประชุม อำนวยความสะดวกในการบันทึกรายงานการประชุม

ทั้งนี้พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้เสนอที่ประชุมสงฆ์ในวันนี้ว่า ขณะนี้พระวิรพลไม่สามารถติดต่อได้และอยู่ยังต่างประเทศ คณะสงฆ์เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นความเสื่อมต่อพระศาสนา จึงได้ลงมติเบื้องต้นว่า ให้ขับพระวิรพลออกจากหมู่สงฆ์จังหวัดศรีสะเกษนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามทางพระราชธรรมโกศลยังคงยืนยันให้ผ่านวันที่ 12 กรกฎาคมไปก่อน จึงทำให้ ที่ประชุมคณะสงค์ทั้งสองจังหวัดยังไม่สามารถมีมติรวมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา

ข่าว : คมชัดลึก

10 กรกฎาคม 2556

เปิดมรรค “8″ อรหันต์เณรคำ

ทุกมรรคนำไปสู่ “คุก” หมด

เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ระดับเห็นแล้วช็อกโลก ไล่ตั้งแต่พรากผู้เยาว์-ขับรถชนคนตาย-เลี่ยงภาษี-ฟอกเงิน ฯลฯ อูย ! พูดได้คำเดียวว่า ไม่มีความระยำสิ่งใดในโลกที่เณรคำไม่เคยทำ ชาติหน้าไม่ขอมาเกิดนั้นคงเป็นเรื่องจริง

ไอ้หยา ตั้ง 8 ข้อหาเชียวเหรอ

เผย 8 คดีอุกฉกรรจ์เณรคำ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำโดย นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. ในฐานะเลขานุการมหาเถรสมาคม เพื่อหารือถึงการวางแนวทางสืบสวนเส้นทางการเงินต้องสงสัยและการประพฤติไม่เหมาะสมของพระวิรพล ฉัตติโก (สุขผล) หรือ หลวงปู่เณรคำ ว่า จากข้อมูลพบว่าการกระทำของหลวงปู่เณรคำ เข้าข่ายเป็นความผิด ต้องถูกดำเนินคดีรวม 8 ฐานความผิด คือ

1. การใช้สื่อสารสนเทศลงโฆษณาอันเป็นเท็จ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณชน เบื้องต้นถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ และเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากมีการอ้างว่าได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์สั่งให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ด้วยทองคำ 9 ตัน ดีเอสไอวิเคราะห์แล้วเห็นว่าความผิดสำเร็จแล้ว

2. กรณีการกระทำชำเราเด็กหญิงและพรากผู้เยาว์ซึ่งเป็นความผิดอาญา มาตรา 277 และ 317 วรรค 3

3. กรณีมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีรถหรู ซึ่งเบื้องต้นพบรถต้องสงสัย 9 คัน ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิคูเปอร์ นิสสันเซฟิโร่ ซึ่งน่าจะมีการนำออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และรถเบนซ์อีกจำนวนหนึ่งที่ซื้อใน จ.อุบลราชธานี

4. กรณีเสพยาเสพติดให้โทษ

5. การแสดงและใช้วุฒิการศึกษาเท็จว่าจบดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษา

6. คดีฆ่าคนตายโดยประมาทจากการขับรถชนคนตาย

7. ความผิดฐานฟอกเงินกรณีการเบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและการนำเงินไปฝากในต่างประเทศ

8. การอวดอุตริ อภินิหาร

ทั้งนี้ หลังรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ดีเอสไอจะประสานให้กองบังคับการกองปราบปรามส่งสำนวนที่สืบสวนได้มาอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ

นายธาริตกล่าวอีกว่า หลังพบพฤติการณ์ความผิดค่อนข้างชัดเจน จะทำหนังสือถึง ผอ.พศ. เพื่อขอให้ดำเนินการให้เณรคำพ้นจากความเป็นสงฆ์ ซึ่งจะเริ่มกระบวนการทันที นอกจากนี้ดีเอสไอจะขอให้ พศ.ถอนพาสปอร์ตจากกระทรวงการต่างประเทศทันที โดยจะส่งผลให้การอยู่ในประเทศฝรั่งเศสของหลวงปู่เณรคำเป็นการพำนักอยู่โดยไม่มีหนังสือเดินทาง จำเป็นต้องผลักดันออกนอกประเทศฝรั่งเศ

ข่าว : มติชน

10 กรกฎาคม 2556

ได้ฤกษ์ “วางบิล” เณรคำ

สงฆ์ศรีสะเกษตามก้นดีเอสไอ

ขืนช้าก็จะโดนพุทธอิสระฟ้องอาญาเพิ่ม

แบบนี้เรียกว่า “ดาบจ่อคอหอย” ฮ่ะ !

ฮ่าๆๆ ตำรวจยังกราบตีน

คิดหรือว่าจะทำอะไรกูได้

</body>

9 ก.ค. เริ่มสอบอธิกรณ์ ‘เณรคำ’ แล้ว

คณะสงฆ์ศรีสะเกษเข้านมัสการเจ้าคณะภาค 10 หารือกรณี ‘เณรคำ’ 9 ก.ค. เริ่มสอบอธิกรณ์แล้ว จี้ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์เสพเมถุนกับสีกาจนมีบุตร


8 ก.ค.2556 ที่วัดบึงพระลานชัย อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด พระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ พระครูธรรมธรคำไข โสดาจาโร ผู้ช่วยเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด พร้อมนายวิรอด ไชยพรรณา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้ากราบนมัสการพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 เพื่อขออนุมัติจัดประชุมคณะสงฆ์ จ.ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี ในวันที่ 9 ก.ค.2556 ที่วัดประชารังสิต อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อพิจารณาดำเนินการทางวินัยสงฆ์กับพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ตามที่ตกเป็นข่าว

ขณะที่พระธรรมฐิติญาณ กล่าวว่า ทราบรายละเอียดแล้วเพียงบางส่วนเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการกล่าวหา ต้องมีการตรวจสอบให้แน่ชัด เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและรอการรายงานจากคณะสงฆ์ในพื้นที่ถึงพฤติติกรรมอย่างละเอียด สำหรับการประชุมสงฆ์วันที่ 9 ก.ค.ก็ขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่าผิดก็ให้ดำเนินการตามผิด ไม่ได้ปกป้องใคร

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีมีการเสพเมถุนกับสีกาจนมีบุตรนั้น ขณะนี้ไม่มีใครสามารถเอาเณรคำมาตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้และเจ้าหน้าที่คิดว่าจะขอตรวจผู้เป็นแม่เณรคำแทนนั้น หากผู้เป็นแม่ยินยอมก็ถือเป็นเรื่องดี ที่จะนำความกระจ่างสู่สังคม แต่หากไม่ยอมก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการ” เจ้าคณะภาค 10 กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตามหากที่ประชุมสงฆ์มีข้อสรุปออกมาอย่างไรก็ให้ดำเนินการตามนั้น หากเห็นว่ามีความผิดตามวินัยสงฆ์ถึงขั้นให้สึก ก็สามารถทำได้ทันที แม้เจ้าตัวจะอยู่ต่างประเทศ และไม่ยอมกลับเมืองไทยก็ตาม ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ ส่วนกรณีอื่นๆก็คงปล่อยเป็นหน้าที่ของกฏหมาย

ข่าว : คมชัดลึก

9 กรกฎาคม 2556

ประมวลข่าวเณรคำ

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก http://www.alittlebuddha.com

ติดต่อ/พูดคุย กับ Admin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่องทางที่ 1 : เพิ่มเพื่อนทางไลน์ เพื่อคุยกับผมโดยตรง โดยการ สแกนคิวอาร์โค๊ด ข้างล่าง

qr-code-ajanjho

ช่องทางที่ 2 : ติดต่อผ่านระบบ Auto Responder

%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b5

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *